เทคนิคต่าง ๆ ในการถ่ายภาพวิดีโอ
การถือกล้องและควบคุมการถ่ายภาพให้นิ่ง
กล้องสมัยนี้เริ่มมีขนาดที่เล็กลงมาก บางรุ่นขนาดแค่ฝ่ามือเท่านั้นเอง ทำให้กลายเป็นปัญหาใหญ่หนึ่งของมือสมัครเล่น
เนื่องจากกล้องไม่เหมือนกับตาและหัวของคนเรา เพราะการมองของคนนั้นมีการเคลื่อนไหวของตาและหัวที่รวดเร็ว
(ให้สังเกตเวลาเรามองพื้นที่กว้างๆ คนมักจะกวาดสายตาและหันหัวอย่างรวดเร็วหัว
จะทำให้เกิดการสั่นไหวของภาพ ทำให้วีดีโอที่เราถ่ายออกมานั้น มีลักษณะเหมือนลอยอยู่ในคลื่นทะเลฟังก์ชั่นช่วยลดความสั่นไหวของภาพ
ทำให้วีดีโอที่เราถ่ายออกมานั้น มีลักษณะเหมือนลอยอยู่ในคลื่นทะเลดูแล้วชวนมึนหัว แม้ว่าปัจจุบัน
กล้องดิจิตอลวิดีโอจะมีฟังก์ชั่นช่วยลดความสั่นไหวของภาพ แต่เราก็ควรจะฝึกถือกล้องให้นิ่งให้เป็นเพื่อทำให้วีดีโอที่ออกมาเป็นที่น่าพอใจสำหรับคนดู
การถ่ายวีดีโอแบบไหนที่ทำให้นิ่งได้ นั่นก็คือต้องถือกล้องให้ถูกวิธี
เมื่อก่อนนี้จะเป็นกล้องที่ แบกกับบ่า
เพราะฉะนั้น เรื่องของการสั่นไหวไม่ค่อยเป็นเรื่องที่น่ากังวลนัก เพราะว่าศูนย์ถ่วงของกล้องที่อยู่บนบ่านั้นได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้สมดุลอยู่แล้ว
แต่ถ้าเป็นกล้องที่มีขนาดเล็ก กะทัดรัด บางจิ๋วของเราแล้วล่ะก็
ต้องพึ่งแขนในการถือกล้องเป็นสำคัญ
วิธีจับกล้องรุ่นแบกบ่า
ท่านที่ใช้กล้องแบกบ่าดูจะง่ายหน่อยเพราะมีฐานรองรับที่ดีอยู่กับตัวแล้ว วิธีการบังคับกล้องแบกบ่าให้นิ่งก็คือต้องจำลองตัวเองให้เป็นฐานรองกล้อง
โดยใช้บ่าหรือไหล่ขวาเป็นพื้นที่รองรับ บ่าของคนเราจะเอียงลาดลง ดังนั้นขั้นแรก ต้องยกบ่าขึ้นเล็กน้อยให้ระนาบเดียวกันมือขวาจับที่ส่วนควบคุมการถ่าย
นิ้วมือวางเรียงกันที่ตรงปุ่มกดซูมเพื่อเตรียมใช้งาน มือซ้ายทำน้าที่คอยประคองกระบอกเลนส์
มือขวาจะคุมการซูม
การถ่ายและรองรับน้ำหนักกล้องส่วนหน้า โดยใช้ฐานมือบริเวณอุ้งมือคอยรับน้ำหนัก
ท่าทางจับกล้อง
ท่าที่เหมาะและดีที่สุดก็ต้องถ่าย 2
มือ มือซ้ายทำเป็นฐานคอยแบมือหรือประคองอยู่ด้านล่างของกล้อง โดยที่มือขวาที่จะเป็นตัวควบคุมระบบซูมและการบันทึก สอดใสเข้าไปในสายรัดมือ พยายามใช้สองมือให้ถนัดถึงแม้ว่าบางรุ่นจะไม่เหมาะกับการใช้
2 มือ เพราะเล็กเหลือเกิน
แต่ก็ใช้มืออีกข้างมาช่วยประคองไว้ได้ที่ส่วนฐานของกล้อง ไม่ว่าจะเป็นแนวนอนหรือแนวตั้ง
ภาพที่ได้จะนิ่ง ดูไม่เวียนหัว
ใช้ข้อศอกช่วย
ถ้าเป็นการยืนถ่าย ให้สร้างฐานพักข้อศอกเพื่อให้มือที่ถ่ายอยู่นิ่งขึ้น โดยเอามือที่ว่างขึ้นมาเหมือนกอดอกวางไว้บนอกเฉยๆ
แล้วเอาข้อศอกของแขนที่จะถ่ายนั้นวางทับลงไป สังเกตได้เลยว่ามือจะอยู่ระดับสายตาพอดีเท่ากับกล้อง
และช่องมองภาพจะมาอยู่ที่ระดับสายตาพอดิบพอดี ดารวางแขนซ้อนกันกับแบบนี้จะทำให้เราไม่เมื่อยแล้ว
ยังทำให้ถ่ายได้นิ่ง อย่าหายจมแรงๆหรือหนักๆ เพราะจะทำให้แขนโยกขึ้นลงตามการหายใจนั่นเอง
หากว่านั่งอยู่บนโต๊ะให้วางแขนและข้อศอกไว้บนโต๊ะในขณะที่ตั้งแขนขึ้นมาเพื่อถ่ายกล้องแบบนี้ง่ายมา
ได้ผลดีแน่นอนเหมือนการใช้ขาตั้งมากที่สุดใช้ได้ทั้งบนโต๊ะ หรือหากว่านอนถ่ายก็วางแขนบนพื้นดินได้เลย
แบบนี้ไม่เมื่อย แถมไม่สั่นไหว
แนะนำเทคนิคการควบคุมกล้องให้นิ่งเพิ่มเติม
1.ฝึกใช้หัวไหล่และมือให้สัมพันธ์กันในการถือกล้องทั้งขึ้น/ลง และหมุนซ้าย/ขวา
ต้องตระหนักว่ากล้องไม่สามารถจับภาพเคลื่อนไหวได้ชัดเจนถ้าถือกล้องตามสายตา ดังนั้นอย่ากระขากกล้องเร็วๆ
จากซ้ายไปขวา ขวาไปซ้าย หรือขึ้น/ลงเร็วๆ
2.การทำให้กล้องสั่นไหวบ้าง ก็สามารถทำให้วีดีโอที่ได้ดูตื่นเต้น และมีชีวิตขึ้นมาแต่ให้ใช้เป็นบางช่วงหรือช็อตการถ่ายเท่านั้น เทคนิคใช้ในหนังผีหรือหนังต้องความตื่นเต้น
3.พยายามเลือกใช้กล้องที่เหมาะกับขนาดมือของเรา เพราะจะทำให้การจับ
สามารถจับได้กระชับกว่า ถ้ากล้องเล็กหรือใหญ่ไป จะมีผลต่อการควบคุม
ทั้งนี้น้ำหนักกล้องก็สำคัญเช่นกัน พยายามเลือกให้พอดีมือของเรามากที่สุด
เทคนิคการซูมและการโพกัส
1.ในขณะที่ซูมไม่ควรเดินหรือเคลื่อนไหว
เพราะจะทำให้วีดีโอที่ได้มีโอกาสสั่นไหวสูง
2.หากต้องการเคลื่อนที่ด้วยขณะซูม ขอแนะนำให้ดึงซูมออกมาให้สุดก่อน แล้วค่อยกดปุ่มบันทึก จากนั้นให้เดินเข้าไปแทนการซูมเลนส์
3.อย่าสนุกกับการซูมจนมากเกินไป เพราะส่วนใหญ่ผู้ที่เพิ่มเริ่มเล่นกล้องมักจะชอบดึงซูมเข้า/ออก ทำให้ภาพที่ได้น่ามึนหัว เหมือนกำลังกระแทรกกำแพงโป๊กๆที่จริงแล้วการซูมจะทำเมื่อต้องการดูรายละเอียดของเหตุการณ์ เพื่อบ่งบอกเรื่องราว
หรือซูมออกเพื่อแสดงภาพรวมของเหตุการณ์นั้นๆ พูดง่ายๆ จะซูมก็ควรมีเหตุมีผลมีเรื่องราวที่จะเล่าจากการซูมจริงๆ
4.ควรหยุดซูมเสียก่อนค่อยเคลื่อนไหวกล้อง
หรือซูมก่อนบันทึกภาพ
จุดนี้จะช่วยให้วีดีโอที่ได้น่าสนใจมากขึ้น เช่น การถ่ายภาพวิวทิวทัศน์ในท้องทะเล อาจจะตั้งกล้องซูมเข้าไปที่เรือจากนั้นกดปุ่มบันทึก แล้วค่อยๆซูมออกมาให้เห็นท้องทะเล
การแพนกล้อง
การแพนกล้องที่ดีต้องมีจังหวะที่จะแพน คือต้องมีจุดเริ่มและจุดสิ้นสุดของการแพน
จุดนี้เองคนที่อยู่เบื้องหลังคอยตัดต่อภาพทั้งหลายมันเป็นเรื่องยุ่งยากที่จะตัดต่อภาพ
โดยมีภาพทีแกว่งไปแกว่งมา หรือวูบวามไปมา เมื่อนำมาร้อยใส่ภาพนิ่งๆจะรู้สึกได้เลยว่าไม่เข้ากัน
พลอยทำให้ดูไม่รู้เรื่องเข้าไปใหญ่ ไม่นิ่มนวลสมจริง บางครั้งรู้สึกว่าโดดไปโดดมา หากจะให้ตัดต่อได้สะดวกและภาพสมบูรณ์
การแพนจะต้องมีจุดเริ่ม คือเริ่มจากถือกล้องให้นิ่งเสียก่อน
จากนั้นกดปุ่มบันทึกภาพแล้วค่อยแพน และจุดจบ คือนิ่งทิ้งท้ายตอนจบอีกเล็กน้อย เพื่อบอกคนดูให้เตรียมพร้อมและพักสายตาระหว่างชมภาพ
การบันทึกเป็นช็อต
"ช็อต" คือการเริ่มบันทึก เพื่อเริ่มเทปเดินและเริ่มบันทึกลงม้วนเทป
จนกระทั่งกดปุ่ม Rec อีกครั้ง
เพื่อเลิกการบันทึก แบบนี้เค้าเรียกว่า 1 ช็อต การถ่ายเป็นช็อคไม่ควรปล่อยให้ช็อตไม่ควรปล่อยให้ช็อตนั้นยืดยาวไปนัก
คือไม่ควรเกิน 5 วินาทีต่อ 1 ช็อต
วิธีการบันทึกเป็นช็อต
การถ่ายเป็นช็อตนี้
จะต้องเลือกมุม เลือกระยะที่จะถ่ายก่อน เลือกว่าจะถ่ายแบบไหนที่จะได้องค์ประกอบครบถ้วน
ยกกล้องขึ้นส่อง จัดองค์ประกอบ แล้วถือให้นิ่ง กดบันทึก นับ 1-2-3-4-5 แล้วกดหยุด ในระหว่างกดบันทึกห้ามสั่น
ห้ามไหวเด็ดขาด วิธีการไม่ยากนัก โดยให้รอจังหวะ หลักการง่ายๆคือนิ่งๆเข้าไว้ และไม่จำเป็นต้องถ่ายทั้งหมดหรือถ่ายยืดยาว
เลือกแค่เป็นช็อตสำคัญก็พอ
รูปแบบการบันทึกเป็นช็อต
Wide Shot (WS) "Extreme Long
Shot" เป็นการถ่ายวิดีโอที่โชว์ภาพโดยรวม
หรือเปิดให้เห็นทั้งวัตถุหลักที่อยู่ท่รามกลางบรรยากาศรอบข้าง
Long Shot (LS) เป็นการซูมเข้ามาเพื่อเก็บรายละเอียดของวัตถุหลักมากขึ้น
แต่ยังคงเก็บภาพแวดล้อมรอบข้างไว้ด้วย เพื่อบอกเล่าเรื่องราว
Medium Shot ยังแบ่งเป็น
Medium Long Shot,Medium
Shot,
Medium Ciose-up Shot (MCU) เป็นการเก็บรายละเอียดเฉพาะส่วนบนหรือครึ่งบนขอวัตถุหรือเรียกว่า
การถ่ายภาพครึ่งตัวของภาพนั้นๆ
Close-up Shot (CU) เป็นการซูมให้เห็นเฉพาะวัตถุหลัก
โดยไม่สนใจสิ่งแวดล้อมรอบข้าง เพื่อให้เห็นว่าต้องการระบุ รายละเอียดเฉพาะวัตถุเท่านั้น
ถ้าเป็นการถ่ายวิดีโอบุคคลก็จะเก็บภาพตั้งแต่ไหล่ขึ้นไป
ข้อดีของการบันทึกเป็นช็อต
ช็อตมุมกว้าง คือบอกให้รู้สถานที่ และให้ได้รู้ว่าเป็นงานอะไร
สถานที่ที่ไหน หากว่าถ่ายเห็นป้ายของงงานเข้าไปด้วยยิ่งดี
การถ่ายแบบนี้ดูเป็นเรื่องเป็นราว บอกเล่าเรื่องราวตามลำดับขั้น ว่ามีใครทำอะไรบ้างไม่ว่าจะเป็นงานพิธีหรือถ่ายกันเล่นๆ
เพราะว่าภาพจะสลับมุมต่างๆมาให้ชมเป็นระยะทำให้ไม่น่าเบื่อ
ช็อตการแพน การยกกล้องขึ้นลงการซูม
การเล่นมุมกล้องแบบต่างๆ หรือเล่นมุมกล้องเอียงก็ทำได้เช่นกัน แต่ว่าต้องเริ่มต้นด้วยหลักการถ่ายเป็นช็อตๆให้กระชับและไม่ยืดยาดครับ
จะทำให้คนดูไม่เบื่อ ที่มีแต่ภาพแข็งๆทื่อๆดูแล้วไม่มีชีวิตชีวา
เทคนิคการเคลื่อนที่กล้องโดยไม่ให้สั่นไหว
"การไวด์" หรือ" Wide
Shot" เป็นวิธีที่ช่วยอำพรางการสั่นไหวของกล้องได้
ซึ่งแม้ว่ากล้องจะสั่น ภาพจะไหว แต่ก็ยังไม่เห็นความแตกต่างเพราะว่ามันมีภาพ
มุมกว้างที่หลอกตาอยู่ ถ้าหากต้องการที่จะเดินถือกล้องถ่ายแบบนี้ละก็
จะต้องเลือก
ระยะกล้องที่ไกลสุด โดยการดึงภาพด้วยการซูมออกมา
เรียกว่า"ลองช็อต"(Long
Shot) เป็นประคองกล้องเดินช้าๆแบบนุ่มนวล โดยไม่ต้องซุฒเข้าไปอีก ควรปล่อยให้เป็นภาพมุมกว้างเข้าไว้
การเดินก็สำคัญหากมัวแต่เดินจำพรวดทิ้งน้ำหนักตัวแบบเต็มที่แบบนี้ภาพที่ได้จะกระตุก
เป็นจังหวะแน่ๆก็ขอแนะนำให้การเดินถ่ายกล้องนั้นต้องระวังทุกฝีเท้า การเดินด้วยปลายเท้า
เกร็งและย่อขาเล็กน้อยจะช่วยให้กล้องนิ่งและมั่นคงขึ้น ช่วยให้เดินถ่ายวิดีโอได้อย่างมีคุณภาพ
ภาพที่ได้จะนิ่งการถือกล้องแบบแบกบ่า บางครั้งอาจจะไม่ถนัดสำหรับเดินถ่ายเสมอไป
สามารถแก้ไขด้วยการลดกล้องมาอยู่ในมือ ในอ้อมแขนนั้นจะเป็นการดี
เพราะช่วยประคองกล้องได้อีกชั้นด้วยซ้ำไป แถมอาจจะได้มุมที่แปลกตาไปจากการแบกบนบ่า
การถ่ายให้กระชับ
การถ่ายให้กระชับ หมายความว่า
การถ่ายวิดีโอที่พยายามให้ภาพนั้นสื่อความหมายในตัวเองมากที่สุด โดยสามารถเล่าเรื่องราวได้ว่า
ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร นี่จะช่วยให้เราไม่ต้องเก็บภาพมามากมายและยืดยาว ก็สามารถเข้าใจได้ว่าในเหตุการณ์นั้นๆเกิดอะไรขึ้นบ้าง
รูปแบบเสียงกับการถ่ายวิดีโอ
เสียงสนทนา (Dialogue) เสียงพูดคุยระหว่างบุคคล และคนกับกล้อง
จะเป็นเสียงที่ใช้มากที่สุด
เสียงดนตรี (Music) การใส่เสียงดนตรี จะสร้างบรรยากาศใหม่ๆ
ให้กับวิดีโอ หรือเสริมให้วิดีโอสร้างอารมณ์ร่วมกับให้กับคนดู เสียงดนตรี
มีบทบาทอย่างมากในการประกอบฉาก ถ้าดนตรีตื่นเต้นรุนแรง ก็เหมาะกับ
ฉากที่ดูตื่นเต้นเร้าใจ หรือแนวผจญภัย ถ้าดนตรีพริ้วไหว
เบาสบายก็เหมาะกับ
ฉากที่สร้างอารมณ์เพลิดเพลิน ก็ต้องใช้ดนตรีให้เข้ากับฉากหรือโอกาสนั้นๆด้วย
เสียงเอฟเฟ็กต์ (Sound Effects) จะเติมให้วิดีโอของเราเป็นไปตามรูปแบบ
ที่เสียงที่เราใช้ เช่น เติมเสียง ระเบิดให้กับฉากไฟไหม้
หรือเติมเสียงเครื่องดนตรี
บางอย่างลงไป ช่วยให้วิดีโอนั้นๆดูเกินความเป็นจริงก็ได้
หรือจะดูครึกครื้น สนุกสนาน
เสียงประกอบภาพ
(Background
Sound) เป็นการตกแต่งวิดีโอของเรา
ให้สมจริงมากขึ้น โดยการนำเสียงมาประกอบตามฉาก โดยที่เสียงนั้นต้องตรง
กับความเป็นจริงของภาพ
เสียงบรรยาย (Narration) เป็นการบันทึกเสียงแยกจากการถ่ายวิดีโอ คือให้มีการถ่ายวิดีโอนั้นๆก่อน
แล้วมาบรรยายตามในภายหลัง ที่เราได้ยิน
กันบ่อยๆก็เช่นกัน หากเสียงที่บันทึกมาไม่ดีหรือไม่ได้ดังใจ ก็สามารถนำมาตัดต่อแยก
เสียงและใส่เสียงบรรยายแทนลงไป
เทคนิคการบันทึกเสียงคุณภาพ
เสียงจากแหล่งกำเนิดต่างๆก็ให้เสียงคุณภาพที่แตกต่างกันไป
บางเหล่งกำเนิดอาจให้เสียงคุณภาพดี เช่น เครื่องดนตรี แต่บางแหล่ง
กำเนิดก็อาจทำให้วิดีโอของเราถูกรบกวน เช่น เสียฟ้าร้อง เสียงลมพัด
เทคนิคที่จะใช้ให้ไดเสียงคุณภาพนั้นก็คือ รู้จักหลีกเลี่ยงแหล่งกำเนิดเสียงแย่และหาวิธีที่บันทึกเสียงที่ถูกต้อง
- อย่าวางไมโครโฟนไว้ใกล้กับอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับเสียงอื่นๆเพราะจะทำให้
เกิดเสียงหวีดหรือเสียงหอน
- ปิดเสียงรบกวนจากเครื่องไฟฟ้า จำพวก พัดลม แอร์
ทีวี ที่ทำให้เกิดเสียงแทรกเข้ามาหรือไม่ก็มองหาสถานที่ใหม่ที่ไม่ต้องไปยุ่ง
เกี่ยวกับเครื่องใช้ไฟฟ้า
- หลีกเลี่ยงการอัดในสถานที่สะท้อนเสียง พวกห้องโถง
ผนังหรือกำแพงแข็งๆ
จะเป็นตัวสะท้อนเสียงอย่างดี ถ้าเลี่ยงไม่ไก้ก็ให้หาหมอนหรือผ้าห่มมาคลุมกำแพง
เพราะสังเกตว่าห้องอัดเสียงคุณภาพจะใช้ผนังห้องที่บุด้วยวัสดุที่ไม่สะท้อนเสียง
- อย่าจ่อไมโครโฟนใกล้ปากเกินไป เช่น เวลาจะสัมภาษณ์ หรือ ใช้ไมโครโฟน
ภายนอกบันทึกเสียง เพราะคนเรามีเสียงจากร่างกายเสมอ เช่น ลมหายใจ การออกเสียงบางพยัญชนะก็จะดันลมออกมา
ทำให้เกิดเสียงรบกวนได้
- ระวังสภาพอากาศและสภาพแวดล้อมไม่เป็นใจ เช่น ฝนตก ฟ้าร้อง ลมพัด
เสียงรถบนถนน เสียงแตร เสียงเหล่านี้สร้างความรำคาญให้กับวิดีโอที่เรากำลัง
บันทึกอยู่เสมอ กล้องบางตัวที่เป็น กล้องมืออาชีพมันจะมีฟังก์ชั่นตัดเสียงความถี่ต่ำ
ที่รบกวนการยันทึก ก็จะช่วยตัดเสียงจอแจ เสียงลมได้
ข้อแนะนำสำหรับการถ่ายวิดีโอ
1.การซูมที่ดีควรใช้ออฟติคอลวูม อย่าใช้ดีจิตอลวูม เพราะคุณภาพที่ได้จะออกมาไม่ดี
2.พยายามหาไฟมาช่วยให้สว่างขึ้น เพราะการถ่ายภาพในที่มืดจะทำให้เกิดจุดสีกระจายบนภาพ
หรือเรียกว่า Grain (เกรน)
ทางที่ดีให้วัตถุหลักอยู่ได้แสง
3.ระวังการถ่ายวิดีโอในสภาวะแสงผิดเพี้ยน เช่น ให้หลอดไฟในที่ร่ม
หากจำเป็นให้ใช้ฟังก์ชั่น White Balance แก้ไขแสงและในกรณีใกล้เคียงกันระวังการถ่ายวิดีโอย้อนแสง
แต่ถ้าจำเป็น
ให้ใช้ฟังก์ชั่น Backlingt
4.การถ่ายวิดีโอกลางแจ้ง แสงที่สวยและทำให้ได้ภาพที่ดีนั้น
คือช่วงเวลาเช้าๆ และตอนพลบค่ำ
5.ถ่ายวิดีโอรวมญาติ บอกทุกคนมานั่งเป็นจุดสนใจจะดีกว่า และให้ถ่ายช้อตสั้นๆก็พอ เน้นการเก็บท่าทางที่เป็นบุคลิกเฉพาะของเจ้าตัวแต่ละคน
6.หากเป็นโฮมวิดีโอควรหาเรื่องราวที่ชัดเจนและบันทึกภาพเป็นช็อต
7.ถ้าเป็นการถ่ายวิดีโอบุคคลที่มีจำนวนคนเพียง 1-2 คน
ที่เป็นการสัมภาษณ์ อย่าซูมหรือแพนกล้อง ให้ถ่ายเป็นช็อตนิ่งๆ
8.ในการถ่ายวิดีโองานพิธีหรืองานสัมนาต่าง ๆ อย่างขี้เกียจ
โดยตั้งกล้องค้างไว้ เพราะการถ่ายมุมมองเดียวจะทำให้วิดีโอน่าเบื่อ
เทคนิคการถ่ายวิดีโอจากมืออาชีพ
ทำอย่างไรไม่ให้งานถ่ายวิดีโอของคุณเป็น "ขยะ"
คุณต้องคิดก่อนลงมือถ่าย ไม่ต้องไปคิดวางแผนอะไรกันหรอกครับ แต่คิดว่าจะถ่ายอะไร
ถ่ายแค่ไหน จากไหนถึงตรงไหน แค่นี้เอง และควรจะให้ในช็อตนั้นๆสื่อความหมายด้วยว่า
จะเล่าเรื่องราวอะไรออกไป "ช็อต"
แหละจะรำมาพัฒนาให้การถ่ายไม่เป็น"ขยะ"
ความยาวต่อ 1 ช็อตมากไปก็ไม่ดี
การถ่ายอาจจะกดบันทึกแล้วปล่อยไปยาวๆกลัวจะพลาดเหตุการณ์สำคัญ
บางอย่างไป อย่างในงานบวช งานแต่ง งานพิธีต่างๆ แต่ปล่อยยาวไปโดย
ไร้จุดหมาย บางครั้งเดาไม่ได้ว่าจะแพน ไปซ้ายหรือขวา บางครั้งถ่ายไปแล้ววนกลับมาถ่ายที่เดิม
อีกในช่วงเวลาเดียวกัน มุมเดียวกัน หรือถ่ายแช่ไปเรื่อยๆโดยไม่มีเหตุการณ์อะไรเพิ่มเติมงานแบบน
เมื่อนำไปตัดต่อแล้วแทบจะไม่มีอะไรให้เลือดใช้เท่าไรเลยแถมยากลำบากในการหาภาพด้วย