การบำรุงรักษากล้องถ่ายภาพและเทคนิค
การบำรุงรักษากล้องถ่ายภาพ
กล้องถ่ายภาพเป็นเครื่องมือที่สำคัญของนักถ่ายภาพ กล้องถ่ายภาพประกอบด้วยกลไกอันละเอียดอ่อน โดยเฉพาะกล้องถ่ายภาพระบบอิเล็กทรอนิคส์นักถ่ายภาพนอกจากจะใช้กล้องเป็นและถูกต้องแล้ว ยังควรรู้จักการดูแลบำรุงรักษา เพื่อให้การใช้งานได้ประสิทธิภาพในระยะยาวนานยิ่งขึ้น ปกติเวลาที่เราไปซื้อกล้องเราจะได้รับคู่มือ ซึ่งจะให้คำแนะนำต่างๆ อยู่แล้ว ผู้ใช้กล้องถ่ายภาพควรปฏิบัติตามโดยเคร่งครัด ข้อเสนอแนะต่อไปนี้ อาจเป็นแนวทางเพิ่มเติมในการดูแลบำรุงรักษากล้องถ่ายภาพ
1. อย่าให้กล้องถ่ายภาพได้รับการกระทบกระเทือน ถ้าถูกกระแทกแรงๆ อาจทำให้เลนส์
ชัตเตอร์ หรือกลไกส่วนอื่นๆ เคลื่อนได้ควรป้องกันด้วยการใส่กระเป๋าที่มีฟองน้ำหุ้ม
2. ถ้ายังไม่ใช้กล้องถ่ายภาพเป็นเวลานานอย่าขึ้นชัตเตอร์ค้างไว้ เพราะจะทำให้สปริงชัตเตอร์อ่อน ความเร็วชัตเตอร์ที่ตั้งไว้ที่ B เพื่อคานชัตเตอร์จะได้คลายตัว ส่วนช่องรับแสงนั้นควรตั้งไว้ให้กว้างที่สุด
3. การถ่ายภาพ โดยเฉพาะภาพสุดท้ายของฟิล์ม ถ้าฟิล์มหมดอย่าพยายามฝืน จะทำให้ชัตเตอร์ค้างได้
4. อย่าเก็บกล้องถ่ายภาพไว้ในที่ๆ มีอากาศร้อนหรือชื้น เพราะความร้อนจะทำให้น้ำมัน
หล่อลื่นในกล้อง ละลายและแห้ง หากมีฟิล์มอยู่ในกล้องจะทำให้ฟิล์มเสื่อมคุณภาพ และความชื้นอาจทำให้เลนส์ขึ้นรา ควรมีถุงยางกันชื้นใส่ไว้ในกระเป๋ากล้องตลอดเวลา
5. การถ่ายภาพที่ชายทะเล ให้ระมัดระวังทรายเข้าในกล้อง ขณะใส่หรือถอดฟิล์ม เพราะถ้าทรายเข้าในกล้องได้แล้วจะขีดข่วนฟิล์มเป็นรอยและพยายามอย่าให้กล้องถ่ายภาพถูกน้ำ หรือไอน้ำโดยเฉพาะน้ำเค็ม เป็นอันตรายต่อกล้องถ่ายภาพมาก ส่วนที่เป็นโลหะอาจเป็นสนิมได้
6. ระวังอย่าให้มือที่มีเหงื่อถูกหน้าเลนส์หรือช่องเล็งภาพ ถ้าเลนส์สกปรกให้ใช้กระดาษเช็ดเลนส์ทำความสะอาดที่เลนส์โดยเฉพาะ หรือใช้ลูกยางแปรงเป่าเลนส์ บีบไล่ฝุ่นออกให้หมดอย่าใช้ผ้าหยาบๆ เช็ดเลนส์ เพราะจะทำให้เลนส์เป็นรอยขีดข่วนได้
7. เวลาถอดเปลี่ยนเลนส์ หรือตั้งกล้องบนขาตั้งกล้อง อย่ารีบร้อน หากใส่ไม่เข้า อย่าฝืนอาจทำให้เกลียวหรือเขี้ยวเสียหายได้
8. ควรใส่ฟิลเตอร์ ไว้หน้าเลนส์ตลอดเวลา ถ้าใส่ Hood ด้วยจะยิ่งดี เป็นการช่วยป้องกันตัวเลนส์ได้อีกด้วย
9. กล้องถ่ายภาพที่ต้องใช้แบตเตอรี่ หากไม่ได้ใช้กล้องถ่ายภาพนาน ๆ ควรเอาแบตเตอรี่ออกก่อน เวลาใส่แบตเตอรี่ต้องระวังอย่าใส่ขั้วผิด
10. กล้องถ่ายภาพมีกลไกและส่วนประกอบที่ละเอียดสลับซับซ้อนมีราคาแพง หากมีส่วนหนึ่งส่วนใดชำรุดหรือติดขัด ควรให้ช่างที่ชำนาญโดยเฉพาะซ่อมและแก้ไข
หลักการถ่ายภาพ
การตั้งช่องรับแสงและความเร็วชัตเตอร์
การถ่ายภาพที่จะให้ได้ภาพถ่ายมีลักษณะที่ไม่มืดมัวหรือสว่างจนเกินไปนั้น ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับความเข้าใจการปรับตั้งขนาด
ของช่องรับแสง (Aperture)และความเร็วของชัตเตอร์ (Shutter speed) ให้ทำงานสัมพันธ์กับความไวแสงฟิล์มได้พอดี
ช่องรับแสงจะทำหน้าที่ควบคุมปริมาณของแสงที่จะเข้าไปทำปฏิกิริยากับฟิล์มร่วมกับชัตเตอร์ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมเวลาให้แสง
เข้าไปในกล้องได้เป็นระยะเวลานานเท่าใด การปรับขนาดช่องรับแสงที่แตกต่างกันนอกจากจะมีผลทำให้ปริมาณของแสงเข้า
ไปในกล้องต่างกันแล้ว ยังทำให้ระยะความคมชัดของภาพแตกต่างกันไปอีด้วย ซึ่งเรียกว่าภาพถ่ายมีช่วงความชัด หรือที่เรียก
(Depth of Field) ต่างกัน ส่วนการปรับความเร็วของชัตเตอร์เช่นกัน หากมีการปรับหรือเปลี่ยนความเร็วของชัตเตอร์ ปริมาณ
ของแสงก็จะเข้าไปในกล้องจะต่างกัน และยังมีผลต่อการถ่ายภาพวัตถุที่เคลื่อนที่อีกด้วย ดังจะกล่าวในรายละเอียดต่อไป
ความสัมพันธ์ระหว่างช่องรับแสงกับความเรวชัตเตอร์
เนื่องจากช่องรับแสงและความเร็วชัตเตอร์ทำงานสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน เมื่อมีการปรับ
หรือเปลี่ยนช่องรับแสงหรือความเร็วชัตเตอร์ ปริมาณของแสงที่เข้าไปในกล้องก็จะต้อง
เปลี่ยนไปด้วย ข้อควรจำที่ง่ายๆ ก็คือในการเลือกใช้ขนาดช่องรับแสง และความเร็วของ
ชัตเตอร์ต้องใช้ให้สัมพันธ์กันโดยคำนึงถึงความไวแสงฟิล์มที่ใช้ด้วยเมื่อต้องการเลือก
ปรับขนาดช่องรับแสงเป็นสำคัญก็ต้องปรับเปลี่ยนความเร็วชัตเตอร์ให้เร็วขึ้นหรือช้าลง
ตามสภาพของแสงขณะถ่ายภาพทำนองเดียวกัน หากว่าต้องการปรับเปลี่ยนความเร็ว
ชัตเตอร์เป็นหลักต้องเปลี่ยนขนาดช่องรับแสงให้กว้างขึ้นหรือแคบลงตามสภาพ
ของแสงเช่นเดียวกัน
การปรับขนาดช่องรับแสงและความเร็วชัตเตอร์
การปรับขนาดช่องรับแสง และความเร็วชัตเตอร์ให้สัมพันธ์กันนั้นอาจได้ความรู้จากคำแนะนำหรืออุปกรณ์ต่างๆ ดังนี้
1.ตรวจดูคำแนะนำจากบริษัทผู้ผลิตฟิล์มในกล่องฟิล์มแต่ละม้วนจะมีคำแนะนำในการใช้ฟิล์มและตารางคำแนะนำในการปรับขนาดช่องรับแสงและการตั้งความเร็วชัตเตอร์ ในสภาพแสงต่างๆ กัน ซึ่งมักเป็นรูปภาพ หรือสัญลักษณ์ต่างๆ
2. ใช้เครื่องวัดแสง อุปกรณ์วัดสภาพแสงสว่าง อาจมีอยู่ในตัวกล้องถ่ายภาพ หรือเป็นเครื่องวัดแสงแยกต่างหากจากตัวกล้อง ทั้งสองชนิดจะช่วยวัดสภาพแสงสว่าง และกำหนดการปรับขนาดช่องรับแสงและความเร็วชัตเตอร์ได้ถูกต้องแม่นยำ
3. หลักพื้นฐานในการปรับขนาดช่องรับแสงและความเร็วชัตเตอร์ สำหรับข้อนี้ มีหลักเบื้อต้นอยู่ว่าการถ่ายภาพในขณะที่มีแสงแดดจัด เมื่อปรับขนาดช่องรับแสงที่ f16 ให้ตั้งความเร็วชัตเตอร์ ตรงหรือใกล้เคียงกับตัวเลขความไวแสงของฟิล์มที่ใช้ถ่ายภาพ เช่นถ้าใช้ฟิล์มความไวแสง 100 ISO ก็ให้ตั้งความเร็วชัตเตอร์ที่ 1/125 วินาที และ ปรับขนาดช่องรับแสง f 16 ในขณะที่มีแสงแดดจัด
4. ตรารางประมาณการปรับขนาดช่องรับแสงและความเร็วชัตเตอร์ ในการปรับขนาดช่องรับแสงและความเร็วชัตเตอร์ในสภาพที่ต่างกันนั้นพอสรุปได้ดังนี้ตารางข้างบน การเปลี่ยนแปลงขนาดช่องรับแสงและความเร็วชัตเตอร์จะมีผลทำให้ภาพถ่ายมีลักษณะพิเศษแตกต่างกันออกไปดังนี้
การเปลี่ยนแปลงขนาดช่องรับแสง
การปรับขนาดช่องรับแสงให้เล็ก เช่นปรับไว้ที่ f16 จะทำให้ลักษณะของภาพถ่ายที่ได้
มีช่วงความชัด (Depth of field) สูงมาก คือ วัตถุที่อยู่ใกล้และไกลจากกล้องถ่ายภาพ
จะมีความชัดตลอด เรียกว่า ชัดลึก และถ้าปรับขนาดช่องรับแสงให้กว้างเช่น f1.4หรือ
2ภาพถ่ายจะมีความคมชัดอยู่เฉพาะในช่วงที่เราปรับระยะโฟกัสระยะนอกนั้นจะเบลอ
ไม่ชัดเจน เรียกภาพถ่ายนั้นว่ามีความชัดตื้น
การเปลี่ยนแปลงความเร็วชัตเตอร์
การตั้งความเร็วชัตเตอร์สูงเช่น 1/1000 วินาทีหรือ 1/500 วินาที ถ่ายภาพวัตถุเคลื่อนที่ไหวจะได้ภาพวัตถุที่เคลื่อนไหวนั้นหยุดนิ่งอยู่กับที่
เรียกภาพถ่ายนั้นว่าภาพ Stop action แต่ถ้าตั้งความเร็วชัตเตอร์ให้ต่ำ
เช่น 1/30 วินาที หรือ 1/15 วินาที ถ่ายภาพวัตถุที่เคลื่อนไหว จะได้ภาพ
วัตถุที่เคลื่อนไหวนั้น ดูประหนึ่งว่ากำลังเคลื่อนที่มีความเร็วช่วงความชัด
(Depth of field)
ภาพถ่ายที่มีความชัดตั้งแต่วัตถุที่อยู่ระยะหน้าไปถึงวัตถุที่อยู่ระยะหลังสุด
ของระยะตำแหน่งที่ปรับความชัดในภาพเราเรียกภาพนั้นว่าเป็นภาพที่มี
ความชีดลึกมากคือชัดตลอดขณะเดียวกันมีภาพถ่ายบางภาพมีความชัด
เฉพาะตำแหน่งที่เราปรับโฟกัสไว้ส่วนระยะหน้าและระยะหลังจะพร่ามัว
ไม่ชัดเจน เราเรียกภาพนั้นว่ามีความชัดตื้น
ความชัดลึกของภาพนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัย 3 ประการ คือ
1. เลนส์ของกล้องถ่ายภาพที่มีระยะความยาวโฟกัส เช่น เลนส์ 28 มม. จะให้ภาพที่มีความชัดลึกมากกว่าเลนส์ที่มีความยาวโฟกัสยาวเช่น 55 มม. หรือ 135มม.
2. การปรับขนาดของช่องรับแสง ภาพที่ปรับช่องรับแสงแคบมาก เช่น f16 หรือ f11 จะให้ภาพที่ความชัดลึกมากกว่าการปรับช่องรับแสงให้กว้าง
3. การถ่ายภาพที่กล้องอยู่ห่างจากวัตถุที่ความชัดลึกมากกว่าที่กล้องอยู่ใกล้วัตถุเช่น 5 ฟุต หรือ 3 ฟุตเป็นต้น
ในการถ่ายภาพบางประเภทจึงควรเลือกใช้เลนส์ การปรับขนาดช่องรับแสง หรือระยะในการถ่ายภาพ ทั้งนี้เพื่อให้ภาพที่ได้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ เช่น ถ้าต้องการภาพถ่ายที่ให้เห็นเด่นชัดเฉพาะบางส่วนที่ต้องการเน้น และให้ระยะหลังพร่ามัวก็ควรใช้เลนส์ระยะความยาวโฟกัสมาก หรือเปิดช่องรับแสงให้กว้างมากๆ
เทคนิคการถ่ายภาพ
การถ่ายภาพทิวทัศน์ (Land and Sea Scape)
นักถ่ายภาพสมัครเช่นนิยมถ่ายภาพประเภทนี้มาก เพราะสามารถถ่ายได้ง่าย สะดวก ถ่ายได้ทุกหนทุกแห่งที่มีโอกาสผ่านไป ไม่ว่าจะเป็นทิวทัศน์ป่าเขาลำเนาไพร
น้ำตก หรือท้องทะเลก็ตาม อย่างน้อยผู้ถ่ายภาพก็สามารถเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึกถึงความหลักการถ่ายภาพทิวทัศน์ ควรถ่ายขณะที่ท้องฟ้าแจ่มใส จะได้ภาพสวยงาม
ชัดเจน ถ้าอากาศมืดครึ้มหรือฝนตก ภาพที่ได้จะมีสีทึบ ขาดรายละเอียด การบันทึกความสวยงามของลักษณะภูมิประเทศตามธรรมชาติดังกล่าว จะมีคุณค่าและความ
สวยงามนั้น ควรต้องพิจารณาถึงองค์ประกอบที่ช่วยสร้างเรื่องราวให้เกิดขึ้นพยายามเลือกมุมกล้องที่แปลกตา คอยจังหวะให้มีลักษณะแสงสีที่สวยงาม สามารถสร้าง
บรรยากาศให้ผู้ดูเกิดอารมณ์คล้อยตาม เช่น ภาพที่มีหมอกในฤดูหนาว ควัน ฝนตก หรือพายุ ฯลฯ บรรยากาศ แสงสีในเวลาเข้ามืดก่อนจะสว่าง หรือในตอนเย็น
พระอาทิตย์กำลังจะตกจะมีแสงสีที่ให้ความรุนแรงมีสีน้ำเงิน ม่วง เหลือง แสดและแดงสลับกับก้อนเมฆรูปร่างต่าง ๆ ดูสวยงาม การถ่ายภาพทิวทัศน์นิยมเปิด
ช่องรับแสงให้แคบเพื่อช่วยให้ภาพมีความคมและชัดลึกตลอด แม้บางครั้งจะต้องใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำ สำหรับเลนส์ที่ใช้ในการถ่ายภาพทิวทัศน์ นอกจากเลนส์
ธรรมดาติดกล้องแล้ว ควรมีเลนส์มุมกว้างและเลนส์ถ่ายภาพไกลที่มีขนาดความยาวโฟกัสประมาณ 105 มม. หรือ 250 มม. เพื่อช่วยให้ได้ภาพที่มีมุมแปลกตา
ดีขึ้น ถ้าเป็นการถ่ายภาพขาว – ดำ ควรมีแผ่นกรองแสงสีเหลือ สีส้ม หรือสีแดงติดไปด้วย เพราะฟิลเตอร์สีดังกล่าวจะช่วยให้ภาพขาว – ดำ มองเห็นก้อนเมฆขาว
ตัดกับท้องฟ้า ส่วนการถ่ายภาพสีก็ควรมีแผ่นกรองแสงตัดหมอกหรือแผ่นกรองแสงโพลาไรซ์เป็นอย่างน้อย นอกจากนั้นอาจใช้แผ่นกรองแสงสำหรับเปลี่ยนแปลง
สีของภาพเพื่อให้ได้ภาพทิวทัศน์ที่มีสีสันสวยงามแปลกตายิ่งขึ้น
การถ่ายภาพระยะใกล้ (Close up)
การถ่ายภาพระยะใกล้เป็นการถ่ายภาพวัตถุสิ่งของที่มีขนาดเล็กหรือเลือกถ่ายภาพเฉพาะบางส่วนของวัตถุ
ในระยะใกล้ให้มองเห็นส่วนละเอียดต่าง ๆ ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น ถ่ายภาพเหรียญ แมลง ลายไม้ ดอกไม้
หรือวัตถุสิ่งของที่มีขนาดเล็กต่าง ๆ
การถ่ายภาพระยะใกล้ต้องมีอุปกรณ์ดังนี้
1. กล้องถ่ายภาพ นิยมใช้กล้องแบบสะท้อนเลนส์เดี่ยว ซึ่งจะไม่เกิดความเหลื่อมขณะมองภาพที่ช่องเล็งภาพ
2. เลนส์ที่ใช้ควรเป็นเลนส์แมโคร (Macro) แต่ถ้าสีเลนส์มาตรฐานก็สามารถใช้เลนส์ถ่ายใกล้ (Close – up
lens) ชนิดสวมใส่หน้าเลนส์แบบแผ่นกรองแสง (Filter) ทั่วไป หรืออาจใช้กระบอกต่อ (Extension tube)
หรือใช้ส่วนพับยืด (Bellow) ต่อคั่นระหว่างเลนส์กับตัวกล้อง
3. ขาตั้งกล้อง
4. สายไกชัตเตอร์
การปรับหาระยะความคมชัดของการถ่ายภาพแบบนี้ค่อนข้างยาก เพราะเลนส์มีช่วงความชัดสั้นมาก ระยะหน้า
และระยะหลังของวัตถุจะพร่ามัว ดังนั้น ควระปิดรูรับแสงให้แคบเพื่อให้ภาพที่ได้มีความชัดลึก
การถ่ายภาพดอกไม้
ภาพดอกไม้จะแสดงให้เห็นถึงลักษณะ รูปทรง รูปร่าง และสีสันที่สวยงาม สามารถเน้นให้เห็นลวดลายของกลีบดอก ตลอดจนแนวเส้นของกิ่งก้านช่วยให้ภาพมีความงดงาม
โดยเฉพาะการถ่ายภาพดอกไม้ในระยะใกล้จะให้สีตื่นตาตื่นใจยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้ป่าหรือดอกไม้ที่ปลูกไว้ตามบ้านเรือน เวลาที่เหมาะสมในการถ่ายภาพดอกไม้
้ควรเป็นเวลาเช้า เพราะดอกไม้จะให้ความรู้สึกสดชื่น หากมีหยดน้ำค้างเกาะอยู่ตามกลีบดอกหรือหาน้ำหวานหรือน้ำผึ้งหยอดลงบนดอกไม้เพื่อล่อให้ผึ้งหรือแมลงมาตอม
ก็จะได้ภาพที่สวยงามเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น แสงที่ใช้ในการถ่ายภาพดอกไม้ควรเป็นแสงธรรมชาติโดยจัดให้แสงเข้าทางด้านข้าง ถ้าเป็นดอกไม้ชนิดที่ควรเน้นให้เห็น
ลักษณะความบางและโครงสร้างของกลีบดอก ควรให้แสงส่องจากด้านหลังของดอกไม้และจัดให้พื้นหลังมีสีค่อนข้างเข้ม และต้องระวังอย่าให้แสงทวนเข้าที่หน้าเลนส์ของกล้อง
การถ่ายภาพดอกไม้ ควรต้องใช้ขาตั้งกล่าวเพื่อช่วยในการปรับประยะความคมชัดที่แน่นอน พยายามจัดมุมกล้อง เพื่อหลีกเลี่ยงฉากหลังที่รกรุงรัง หรือแก้ไขโดยใช้กระดาษสีเทา
หรือสีดำไปวางไว้ทางด้านหลังของดอกไม้ โดยใช้สีของกระดาษให้ตัดกับสีของดอกไม้ เพื่อความเด่นชัดหรืออาจใช้วิธีเปิดช่องรับแสงให้กว้างเพื่อจะได้ฉากหลังที่พร่ามัว อาจใช้
เลนส์ถ่ายไกลหรือเลนส์ซูมก็จะช่วยให้ได้ภาพดอกไม้ที่มีลักษณะเด่นชัดเฉพาะ สวยงามอีกแบบหนึ่ง
การถ่ายภาพเวลากลางคืน (Night Picture)
การถ่ายภาพเวลากลางคืน ได้แก่ การถ่ายภาพที่อาศัยแสงสว่างจากไฟฟ้าตามท้องถนน ป้ายนีออนโฆษณา น้ำพุ การยิงพลุ ห้องโชว์สินค้า ไฟประดับในวันเฉลิมฉลองต่าง ๆ แสงไฟจากรถยนต์ แสงเทียน สายฟ้าแลบ ดวงจันทร์ และดวงดาวบนท้องฟ้า
ความสวยงามต่าง ๆ ที่เราสามารถมองเห็นได้ในเวลาค่ำคืนดังกล่าว เราสามารถบันทึกภาพที่งดงามเหล่านั้นด้วยกล้องถ่ายภาพ
ได้เช่นเดียวกับการถ่ายภาพในเวลากลางวัน การถ่ายภาพในเวลากลางคืนนั้นต้องมีอุปกรณ์ที่จำเป็นดังนี้
1. กล้องถ่ายภาพชนิดที่มีความเร็วชัตเตอร์ B หรือ T
2. ขาตั้งกล้อง
3. สายไกชัตเตอร์
4. นาฬิกาจับเวลา
5. ไฟฉายดวงเล็ก ๆ
6. สมุดบันทึกสำหรับจดรายละเอียด เช่น เวลาในการเปิดหน้ากล้อง
แสงสว่างจากหลอดไฟต่าง ๆ ในเวลากลางคืนนั้น เราจะวัดแสงลำบากและไม่แน่นอนจึงควรใช้ประสบการณ์ที่ได้ทดลอง
ถ่ายและจดบันทึกรายละเอียดไว้ในแต่ละครั้งมาพิจารณา ปกติจะถ่ายภาพด้วยการตั้งความเร็วไว้ที่ B หรือ T แล้วนับเวลา
(Time exposure) ใช้เวลาในการเปิดม่านชัตเตอร์ เป็นวินาทีหรือนาทีก็ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะและปริมาณของแสง
ในขณะที่ถ่ายภาพ เนื่องจากต้องใช้เวลานานในการเปิดม่านชัตเตอร์ จึงจำเป็นต้องใช้ขาตั้งกล้องเพื่อป้องกันกล้องเคลื่อนที่
และสั่นไหว ขาตั้งกล้องควรเป็นชนิดที่แข็งแรงมีที่สำหรับปรับมุมยกหน้ากล่องขึ้นและลงได้ และสามารถหมุนกล้องไปทางซ้าย
และขวาที่เรียกว่า Pan กล้องได้ ซึ่งเราจะได้ถ่ายภาพออกมามีลักษณะและสีสันที่แปลกออกไปอีกแบบหนึ่งส่วนเลนส์ที่ใช้
หากเป็นเลนส์ที่สามารถซูมภาพได้ ก็ยิ่งจะได้ภาพที่น่าสนใจเพิ่มขึ้นอีกนอกจากใช้ฟิล์มขาว–ดำ ถ่ายภาพไฟในเวลากลางคืน
ได้แล้ว อาจใช้ฟิล์มเนกาทิฟสีหรือสไลด์สีก็ได้ ซึ่งจะได้ภาพที่มีสีสวยงามยิ่งขึ้น การเลือกใช้ฟิล์มสไลด์สีขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราจะถ่าย
เช่น การถ่ายภาพไฟตามถนน ป้ายนีออนโฆษณา ไฟประดับ ก็ควรใช้ฟิล์มแสงแดด (Day Light) ภาพที่ได้จะมีสีค่อนข้างเหลือง
อาจใช้ฟิลเตอร์สีฟ้าสวมหน้าเลนส์เพื่อแก้สีก็ได้ ถ้าเป็นภาพการแสดงบนเวที งานประเพณีต่าง ๆ ควรใช้ฟิล์มที่มีควาไวแสงสูง
เช่น 200 ISO, 400 ISO เพื่อให้สามารถจับภาพเคลื่อนไหวได้ ส่วนภาพดวงจันทร์หรือดวงดาวควรใช้ฟิล์มที่ใช้กับแสง
ไฟทังสเตน จะได้สีที่ถูกต้องยิ่งขึ้น สำหรับการเลือกใช้ความไวแสงฟิล์ม การเปิดหน้ากล้องและเวลาในการถ่ายภาพ ลักษณะของแสงไฟจากแหล่งต่าง ๆ ในเวลากลางคืนนั้นได้มีบันทึกไว้เป็นแนวทางดังนี้
การถ่ายภาพสัตว์ (Pets & Animals)
การถ่ายภาพสัตว์อาจแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท
1. การถ่ายภาพสัตว์เลี้ยงในบ้าน สัตว์ที่เลี้ยงในบ้าน เช่น สุนัข แมว นก ปลา แต่ละชนิดก็มีรูปร่างลักษณะ สีสัน กิริยาท่าทาง และนิสัยที่แตกต่างกันออกไป เป็นสัตว์ที่น่ารักทั้งสิ้น สามารถเลือกมุมถ่ายภาพให้มีความสวยงามและน่ารักได้ พยายามใช้ความรวดเร็วในการจับภาพในจังหวะที่น่าประทับใจต่าง ๆ
2. การถ่ายภาพในสวนสัตว์ ในสวนสัตว์จะเป็นที่รวมของสัตว์หลายชนิด ซึ่งมาจากทั่วทุกมุมโลก การถ่ายภาพสัตว์ในส่วนสัตว์ควรไปถ่ายภาพในตอนเช้า ที่อากาศไม่ร้อน สัตว์จะมีอารมณ์ดี โดยเฉพาะเวลาให้อาหารสัตว์เป็นเวลาที่เหมาะที่สุดในการถ่ายภาพ เพราะสัตว์จะแสดงกิริยาต่าง ๆ ในกรณีที่ต้องการถ่ายภาพ ผ่านลูกกรงเหล็ก หรือรั้วกัน ควรเปิดช่องรับแสงของเลนส์ให้กว้าง ให้กล้องหากจากลูกกรงประมาณครึ่งเมตร ลูกกรงหรือรั้วกั้น จะพ้นระยะชัดเกิดความพร่ามัว ทำให้มองเห็นเฉพาะภาพสัตว์และยังช่วยหลบฉากหลังที่รกรุงรังให้หายไปได้อีกด้วย
กล้องที่ใช้ถ่ายภาพสัตว์ ควรใช้กล้องแบบ 35 มม. สะท้อนเลนส์เดี่ยว โดยใช้เลนส์ซูมหรือเลนส์ถ่ายระยะไกล้ 135 มม. – 250 มม. เพื่อให้สามารถดึงภาพให้มีขนาดใหญ่ได้ ส่วนฟิล์มควรใช้ฟิล์มที่มีความไวแสงสูง 250 ISO หรือ 400 ISO
3. การถ่ายภาพสัตว์ป่า เป็นการออกไปถ่ายภาพสัตว์ในป่าเขาตามธรรมชาติ ซึ่งในบ้านเมืองเราคงหาโอกาสได้ยาก เพราะไม่ค่อยมีสัตว์ป่าให้ได้เห็นกัน จะมีบ้างก็พวกเก้ง กวาง ในป่าสงวนบ้างแห่งเท่านั้น การรอบถ่ายภาพสัตว์ป่า จำเป็นต้องถ่ายจากบังไพร หรือซุ้มไม้มิดชิดเพื่อไม่ให้สัตว์มองเห็นและกลัว ควรต้องศึกษาแหล่งที่พักหลับนอน แหล่งอาหาร และแหล่งน้ำของสัตว์อย่างน้อยจะทำให้มีโอกาสการถ่ายภาพได้ง่ายเข้า อุปกรณ์ที่จำเป็นที่สุดในการถ่ายภาพสัตว์ป่าคือเลนส์ระยะไกล มีความยาวโฟกัสสูง ไม่ต่ำกว่า 400 มม. – 1200 มม. หรือใช้ Teleconverter 2X เพื่อช่วยให้สามารถถ่ายภาพในระยะไกล ๆ ได้ กล้องควรตั้งบนข้างตั้งใช้ฟิล์มที่มีความไวแสงสูง จะได้ภาพที่มีความคมชัด แน่นอน
การถ่ายภาพย้อนแสง (Silhouete)
การถ่ายภาพย้อนแสงหรือภาพเงาดำ ภาพประเภทนี้นักถ่ายภาพสมัครเล่นไม่ค่อย
ให้ความสนใจ เพราะจะได้ภาพที่ไม่ชัด ไม่เห็นรายละเอียดของวัตถุ ถ้าถ่ายภาพ
คนจะมองดูแล้วมืด แต่ที่จริงแล้วภาพย้อนแสงไม่ว่าจะเป็นภาพสี หรือขาว–ดำ
ก็ตามจะช่วยให้เราเรียนรู้เรื่องรูปร่าง (Shape) ของวัตถุที่บังแสงอยู่ นักถ่ายภาพ
อาชีพมักจะเสาะแสวงหาภาพประเภทนี้อยู่เสมอ เพราะภาพย้อนแสงจะให้ทั้งความงาม
ให้อารมณ์ ให้สีสันรุนแรง ให้ความแปลกตาไปอีกลักษณะหนึ่งการถ่ายภาพย้อนแสง
ควรถ่ายให้ภาพมีช่วงความชัดลึก โดยเปิดช่องรับแสงให้แคบกว่าปกติเล็กน้อย
พยายามเลือกวัตถุที่มีโครงร่างที่สวยงามหามุมย้อนแสง โดยวางจังหวะของดวงอาทิตย์
ให้พอดี
การเขียนภาพด้วยแสงไฟ
การถ่ายภาพแบบให้แสงไฟสีต่าง ๆ ต้องใช้ห้องที่มืดสนิทโดยมีฉากผ้าหรือกระดาษสีดำ แสงไฟสีทำได้โดยใช้ไฟฉายธรรมดาขนาดเล็ก หุ้มกระดาษแก้วสีต่าง ๆ ตามความต้องการ จัดตั้งไฟแฟลชให้ส่องตรงไปยังแบบ แบะอาจใช้แฟลชอีก 1 ดวง ติดสนูท (Snoot) เป็นกรวยบีบแสง ให้ส่องตรงไปเฉพาะจุดที่ผมเพื่อมิให้ตัวแบบกลืนไปกับความมืดของฉากหลัง
เมื่อจัดฉากเรียบร้อยแล้วให้แบบยืนแสดงท่าตามต้องการ ให้ผู้วาดเส้น แสง สี คลุมพาดดำถือไฟฉายหุ้มกระดาษแก้วสี ยืนด้านหลังของแบบกล้องถ่ายภาพต้องตั้งบนขาตั้งกล้อง เปิดความเร็วชัตเตอร์ที่ B ส่วนช่องรับแสงตั้งไว้ที่ f11 เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้วก็ให้กด ชัตเตอร์ ผู้วาดเส้นจะเริ่มเปิดไฟฉายวาดแสงสีต่าง ๆ ตามต้องการ เช่น ใช้กระดาษแก้วสีแดงวาด 15 วินาที แล้วเปลี่ยนกระดาษแก้วเป็นสีฟ้า 10 วินาที กระดาษแก้วสีเหลืองอีก 5 วินาที หลังจากนั้นผู้วาดแบบจะออกมาจากฉากเปิดไฟแฟลช 1 ครั้ง แล้วปิดชัตเตอร์จะได้ภาพตามต้องการ
ส่วนภาพแสงเทียนประกอบกับดอกไม้ไฟนั้น ก็จัดฉากให้เป็นสีดำ จัดแบบเทียนไขสีต่าง ๆ ให้ได้ขนาดตามต้องการ ตั้งบนแผ่นไม้รองเทียนที่มีขาตั้งสีดำกลมกลืนกับความมืด กล้องถ่ายภาพตั้งบนขาตั้งกล้อง เปิดความเร็วชัตเตอร์ที่ B ช่องรับแสงเปิดที่ f11 เมื่อเรียบร้อยแล้ว จุดเทียนไขกดชัตเตอร์ใช้เวลาประมาณ 5 วินาที จากนั้นให้ผู้ช่วยที่คลุมผ้าดำ จุดดอกไม้ไฟวนไปมารอบเทียนไขอีกประมาณ 3 – 5 วินาที แล้วปิดชัตเตอร์
การถ่ายภาพเคลื่อนไหว (Action)
การถ่ายภาพเคลื่อนไหว หมายถึง การถ่ายภาพของวัตถุที่เคลื่อนไหว เช่น คนวิ่ง กระโดดโลดเต้น เล่นชิงช้ากระโดดสูง
ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน รถกำลังแล่น หรือการแข่งขันกีฬาด้านความเร็วประเภทต่าง ๆ การถ่ายภาพวัตถุที่เคลื่อนไหว
ดังกล่าวอาจจะทำได้ใน 3 ลักษณะ คือ
1. การจับภาพวัตถุที่กำลังเคลื่อนไหวให้หยุดนิ่ง (Stop – action) การถ่ายภาพในลักษณะนี้ต้องตั้งความเร็วชัตเตอร์ให้สูง
เช่น 1/250, 1/500 หรือ 1/1000 วินาที ตามความเหมาะสมกับความเร็วของวัตถุที่กำลังเคลื่อนที่ เมื่อตั้งความเร็วชัตเตอร์
สูง ๆ จำเป็นต้องเปิดช่องรับแสงให้กว้างขึ้น เพื่อชดเชยให้แสงผ่านเข้าไปทำปฏิกิริยากับฟิล์มให้มากพอ
การถ่ายภาพวัตถุที่กำลังเคลื่อนไหวให้หยุดนิ่งได้นั้น จะตั้งความเร็วชัตเตอร์เท่าใดย่อมขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ 4 ประการ คือ
1) ความเร็วของวัตถุที่กำลังเคลื่อนไหว
2) ทิศทางการเคลื่อนไหวของวัตถุ
3) ระยะทางจากกล้องถึงวัตถุ
4) ความยาวโฟกัสของเลนส์
2. การถ่ายภาพวัตถุที่เคลื่อนไหวดูแล้วให้รู้สึกว่าเหมือนกำลังเคลื่อนไหว การถ่ายภาพในลักษณะนี้ ต้องตั้งความเร็วชัตเตอร์
ให้ช้า ๆ เช่น 1/30 วินาที, 1/15 วินาที หรือ 1/8 วินาที เป็นต้น เมื่อตั้งความเร็วชัตเตอร์ช้า ก็ต้องเปิดช่องรับแสงให้เล็กลง
ภาพที่ได้จะปรากฏว่าสิ่งที่กำลังเคลื่อนไหวจะดูพร่า ทำให้เห็นว่าวัตถุนั้นกำลังเคลื่อนที่ส่วนวัตถุหรือสิ่งที่อยู่นิ่งจะคมชัด
และการถ่ายภาพลักษณะนี้ควรจับถือกล้องให้นิ่งและมั่นคง หรือควรใช้ขาตั้งกล้องช่วย เพื่อไม่ให้กล้องสั่นไหว
3. การถ่ายภาพวัตถุที่กำลังเคลื่อนไหวให้เห็นวัตถุชัด ส่วนฉากหลังพร่ามัวเป็นทางยาว การถ่ายภาพในลักษณะนี้ จะต้อง
แพนกล้อง (Paning) ตามวัตถุที่กำลังเคลื่อนไหว พร้อม ๆ กับการกดไกชัตเตอร์ ความเร็วชัตเตอร์ความตั้งให้ช้า เช่น
1/60วินาที,1/30วินาทีหรือช้ากว่าทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเร็วของวัตถุที่เคลื่อนที่ด้วยการปรับระยะชัดให้ปรับไปตรงจุดที่วัตถุ
เคลื่อนที่ผ่าน
การถ่ายภาพหุ่นนิ่ง (Still life)
การถ่ายภาพหุ่นนิ่ง หมายถึง การถ่ายภาพวัตถุสิ่งของต่าง ๆ เช่น แจกันดอกไม้ ถ้วยจานช้อนซ้อม ขวดเหล้า เบียร์ แก้ว บุหรี่ น้ำหอม เสื่อผ้า รองเท้า ผัก ผลไม้ อาหาร ฯลฯ จุดมุ่งหมายส่วนใหญ่ก็เพื่อนำภาพไปจัดทำเป็นสื่อในการโฆษณา เช่น ทำปกหนังสือ วารสาร โปสเตอร์ หรือสิ่งพิมพ์อื่น ๆ
การฝึกถ่ายภาพหุ่นนิ่ง จะช่วยให้เราได้เรียนรู้เทคนิคต่าง ๆในการถ่ายภาพได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้เพราะวัตถุสิ่งของต่าง ๆที่นำมาถ่ายภาพจะอยู่นิ่งไม่เคลื่อนไหวเราสามารถทดลองจัดภาพได้หลาย ๆแบบตามต้องการ ส่วนการใช้แสงก็ทำได้หลายลักษณะ อาจใช้แสงธรรมชาติ แต่ส่วนมากมักใช้แสงไฟประดิษฐ์ เพราะสามารถควบคุมทิศทางตลอดจนปริมาณของแสงสว่างได้ตามความเหมาะสม
ขั้นตอนการถ่ายภาพหุ่นนิ่ง
1. จัดสถานที่ได้แก่ โต๊ะชุดสำหรับถ่ายภาพหุ่นนิ่งประกอบด้วยขาตั้งเหล็ก หรืออลูมิเนียมมีแผ่นพลาสติกสีต่าง ๆ เช่นสีขาว ดำ น้ำเงิน และม่วง เป็นที่วางวัตถุที่จะถ่ายภาพ ผิวหน้าของแผ่นพลาสติกมี 2 ด้าน ด้านหนึ่งผิวด้าน ส่วนอีกด้านหนึ่งผิวจะมัน คุณสมบัติของแผ่นพลาสติก คือถ้าใช้ไฟส่องด้านบนจะได้แสงตกกระทบธรรมดา แต่ถ้าใช้ไฟส่องจากด้านล้าง แสงจะสามารถทะลุพื้นพลาสติกขึ้นด้านบนสามารถใช้เป็นแสงสำหรับลดเงา หรือใช้เป็นแสงส่องจากพื้นล้างและด้านหลังของวัตถุ
2. ออกแบบ สเก็ตภาพ (lay – out) การจัดวางองค์ประกอบของวัตถุ ซึ่งจะทำให้ผู้ร่วมงานเข้าใจรูปแบบและแนวคิด สามารถจัดหาวัตถุประกอบฉาก ตลอดจนการจัดภาพได้ถูกต้องและรวดเร็วขึ้น
3. จัดหาวัตถุ สิ่งของ ที่จะถ่ายภาพ ถ้าเป็นประเภทผัก ผลไม้ ควรเตรียมไว้ให้มากพอ คอยฉีดน้ำดูแลให้สดอยู่เสมอ
4. นำวัตถุสิ่งของที่จะถ่าย วางบนโต๊ะถ่ายภาพ โดยจัดวางตามแบบที่สเกตภาพไว้
5. ทดลองจัดแสง ซึ่งอาจใช้หลอดไฟทังสเตน ถ้าเป็นการถ่ายภาพชิ้นเล็ก ๆ ก็ใช้สปอตไลท์ 500 วัตต์ 2-3 ดวงแต่ถ้าเป็นการถ่ายภาพขนาดใหญ่ ก็ต้องใช้ไฟที่มีกำลังวัตต์สูง ๆ เช่น 2000 วัตต์ถึง 5000 วัตต์ โดยใช้ผ่านแผ่นกรองแสงเพื่อให้ได้แสงที่นุ่มนวล ใช้แผ่นสะท้อนแสงลดเงาและอาจใช้ไฟส่องฉากหลัง เพื่อเน้นวัตถุให้เห็นเด่นชัดในปัจจุบันนิยมใช้แฟลชอิเลคทรอนิคส์ มีอุปกรณ์ เช่น ร่มสะท้อนแสง จานสะท้อนแสง ประตูโคม (Barn doors) กรวยแสง (Snoot) ซึ่งจะให้ความสะดวก สามารถบังคับทิศทางและปริมาณของแสงได้ตามต้องการ
6. กล้องสำหรับถ่ายภาพหุ่นนิ่ง ถ้าไม่จำเป็นต้องนำภาพไปขยายให้ใหญ่มาก ก็อาจใช้กล้อง ขนาด 35 มม.แต่ถ้าต้องการขยายภาพให้มีขนาดใหญ่ ก็ควรใช้กล้องขนาดกลางที่ใช้ฟิล์มขนาด 4” x 5” กล้องถ่ายภาพต้องตั้งบนขาตั้งกล้องให้มั่นคง เพราะการถ่ายภาพหุ่นนิ่งต้องการภาพที่ละเอียดชัดเจน และชัดลึกจึงต้องเปิดช่องรับแสงให้แคบมาก ๆ เช่น f16 ฉะนั้นความเร็วชัตเตอร์ จะต้องช้ามากเพื่อให้สัมพันธ์กับขนาดช่องรับแสง
การถ่ายภาพบุคคล (Portraits)
การถ่ายภาพบุคคล เป็นการบันทึกโครงสร้างลักษณะ และความนึกคิดของ ผู้ถ่ายภาพ และผู้ถูกถ่ายภาพฉะนั้นภาพถ่ายบุคคลจึงเปรียบเสมือนตัวแทนบุคคลที่ถูกถ่าย และ
ผู้ถูกถ่ายภาพ ฉะนั้น ภาพถ่ายบุคคลจึงเปรียบเสมือนตัวแทนบุคคลที่ถูกถ่าย ทั้งในด้าน
ความนึกคิดและลักษณะท่าทาง ภาพถ่ายบุคคลที่ดีควรแสดงออกใน 2 ประการ คือ
1. ความนึกและการสร้างสรรค์ของผู้ถ่ายภาพ
2. สามารถแสดงบุคลิกของผู้ถูกถ่ายได้เป็นอย่างดี
ภาพถ่ายบุคคลที่แสดงออกได้ทั้ง 2 ประการดังกล่าว จำเป็นต้องมีความเข้าใจในองค์ประกอบต่าง ๆดังนี้คือ
1. การจัดเสื่อผ้าให้เหมาะสมกับบุคลิกและอาชีพ
2. การจัดฉาก อาจจัดในสตูดิโอ หรือฉากธรรมชาติ
3. การจัดภาพ จัดท่าทาง ของผู้เป็นแบบ
4. การจัดแสง อาจใช้แสงธรรมชาติ หรือแสงไฟประดิษฐ์
5. การเลือกใช้กล้อง ฟิล์ม แผ่นกลองแสงและเลนส์ในการถ่ายภาพให้เหมาะสม เลนส์ที่ใช้ในการถ่ายภาพบุคคลควรเป็นเลนส์ถ่ายภาพระยะไกล ความยาวโฟกัสประมาณ 105 มม. หรือ 135 มม.
6. การเลือกมุมกล้องในการถ่ายภาพ
การถ่ายภาพเด็ก
การถ่ายภาพเด็กเป็นการบันทึกภาพความไร้เดียงสา ความน่ารัก ความบริสุทธิ์ตลอดจนความสนุกสนานร่าเริง ไว้ในแผ่นภาพ ลักษณะธรรมชาติของเด็กนั้นมักไม่ชอบอยู่นิ่งและ ชอบซุกซนตลอดเวลา ฉะนั้นก่อนถ่ายภาพควรให้เด็กได้เล่นอยู่กับของเล่น
ที่ถูกใจเล่นกับสัตว์เลี้ยง หรือทำความสนิทสนมกับเด็ก เล่าเรื่องสนุกสนาน ทำท่าทางตลกและชักชวนให้เด็กทำสิ่งที่เขาชอบ ผู้ถ่ายภาพต้องคอยกดไกชัตเตอร์ในจังหวะที่เด็กกำลังอยู่ในท่าทางและอารมณ์ที่เป็นตัวของตัวเองตามธรรมชาติมากที่สุด
การถ่ายภาพเด็กไม่ควรบังคับเด็กของตัวเองให้ตั้งทางต่าง ๆ ซึ่งจะได้ภาพที่แข็งไม่เป็นชีวิตจริง เสียลักษณะความเป็นธรรมชาติ แต่ควรบันทึกพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของเขาไว้ เช่น การเรียนการเล่นหรือแม้แต่กำลังร้องไห้น้ำตาไหลภาพต่าง ๆ เหล่านี้ อาจแสดงให้เห็นถึงความซุกซน ความดื้อรั้น และอารมณ์ต่าง ๆ ซึ่งจะให้ความน่ารักความประทับใจเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ได้ภาพ
ถ่ายที่มีลักษณะเป็นธรรมชาติ ควรใช้การถ่ายภาพทีเผลอ (Candid photography) หมายถึง การแอบถ่ายโดยใช้แสงธรรมชาติ
ไม่ควรใช้ไฟแฟลช เพราะแสงไฟจะทำให้เด็กรู้สึกตัว อาจทำให้พลาดโอกาสที่ดีไปได้
ขาตั้งกล้อง (Tripod)
ขาตั้งกล้องเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ติดตั้งกล้องเพื่อให้กล้องยึดกับขาตั้งให้นิ่งและมั่นคง
จำเป็นสำหรับการถ่ายภาพในสภาพแสงสว่างน้อยที่ต้องใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำๆ
เพื่อให้ได้รบแสงนานๆ หรือการถ่ายภาพระยะไกลที่ใช้เลนส์ถ่ายไกลโดยเฉพาะ
ที่ความยาวโฟกัสสูงๆ ภาพจะมีช่วงความชัดต่ำ หรือการถ่ายภาพระยะใกล้โดยใช้
เลนส์แมโครจำเป็นต้องให้กล้องนิ่งไม่สั่นไหว หรือการถ่ายภาพไฟประดับตาม
อาคารร้านค้า ตามท้องถนนเวลากลางคืนที่ต้องตั้งความเร็วชัตเตอร์ที่ B เพราะจะ
ทำให้แน่ใจได้ว่าภาพที่ได้จะไม่พร่าหรือสั่นไหว ขาตั้งกล้องถ่ายภาพโดยทั่วไป
มีลักษณะเป็นสามขา สามารถพับ หรือกางออก ยืดขึ้นลงให้สูงหรือต่ำได้ ที่ส่วนหัว
ของขาตั้งกล้องทำเป็นฐานรองรับกล้องมีสกรูสำหรับยึดกล้องไว้ให้แน่นสามารถปรับ
ให้กล้องหมุนไปได้ทั้งทางซ้ายและทางขวา (Pan) มีแขนทำหน้าที่หมุนปรับให้กล้อง
ก้มลง (Tilt down) และเงยขึ้น (Tilt up) ได้ขาตั้งกล้องแบบ 3 ขา มีทั้งขนาดเล็ก
สามารถนำติดตัวออกไปถ่ายภาพนอกสถานที่ได้โดยสะดวกและชนิดที่มีขนาดใหญ่
สำหรับใช้กับกล้องขนาดกลางหรือขนาดใหญ่ในสตูดิโอ นอกจากขาตั้งกล้องแบบ
ที่มีสามขา ตามที่เห็นกันทั่วๆ ไปแล้ว ก็มีแบบขาเดียวใช้ในที่ๆ มีเนื้อที่จำกัด สามารถ
ยืดออกให้สูงขึ้นได้ ถือไปมาได้สะดวก บางชนิดก็ทำเป็นแท่นเล็กๆ สำหรับตั้งโต๊ะ
พับใส่กระเป๋าได้ บางอย่างก็ทำเป็นแบบด้ามจับถือ สำหรับติดยึดกล้องที่ใส่เลนส์ถ่าย
ไกล นอกจากนี้ ก็ยังมีแบบที่ทำเป็นด้ามยึดติดประทับไหล่ แม้จะไม่สมบูรณ์ แต่ก็
สามารช่วยยึดกล้อง ช่วยแก้ปัญหาการถือกล้องให้นิ่ง ขณะถ่ายภาพได้มากทีเดียว
สายลั่นไก (Cable release)
อุปกรณ์ที่ใช้ควบคู่ไปกับขาตั้งกล้อง หรือแท่นก๊อปปี้ภาพ คือสายลั่นไก ทำหน้าที่กดชัตเตอร์แทนนิ้วมือของผู้ถ่ายภาพ โดยมีเกลียวขันต่อกับ
ปุ่มกดชัตเตอร์ ทั้งนี้เพื่อให้การกดชัตเตอร์เป็นไปอย่างนิ่มนวล สายลั่นไก
มีอยู่หลายแบบ เช่น แบบสายเดี่ยว แบบสายคู่ และแบบบีบลมเป็นสายยาง สามารถถ่ายจากที่สูง หรือที่อยู่ไกลจากกล้องได้
ไฟแวบหรือแฟลช (Flash)
ในการถ่ายภาพในที่ๆ มีแสงน้อย เช่นเวลากลางคืน หรือกลางวันที่มีแสงไม่เพียงพอในกรถ่ายภาพ เราจำเป็นต้องใช้แฟลชเข้าช่วย นอกจากเป็นการเพิ่มแสงสว่างให้แก่วัตถุแล้ว ยังสามารถใช้แฟลชเพื่อลบเงาและปรุงแต่งแสงให้ดูนิ่มนวลยิ่งขึ้น แฟลชมีอยู่ 2 ชนิด คือ
1. แฟลชบัลบ์ (Flash bulb)
เป็นหลอดแฟลชที่ภายในหลอดมีใส้หลอดแต่ละหลอดจะจุดสว่างได้เพียงครั้งเดียว เมื่อใช้แล้วต้องเปลี่ยนหลอดใหม่ทุกครั้ง
2. แฟลชอิเล็กทรอนิคส์ (Electronic flash)
แฟลชที่นิยมใช้กันแพร่หลายในปัจจุบันตัวหลอดทำด้วยแก้วใสประเภทควอทซ์ (Quartz) ภายในมีใส้หลอดบรรจุด้วยก๊าซซีนอน (Xenon) ให้อุณหภูมิสีเหมือนสีของแสงจากดวงอาทิตย์ (ประมาณ 5500 K – 6000 K) ดังนั้นฟิล์มสีประเภท Day light เมื่อนำมาถ่ายภาพด้วยแสงอิเล็คทรอนิคส์แฟลชแล้วจะให้สีถูกต้องเหมือนสีธรรมชาติ แฟลชชนิดนี้สามารถจุดให้หลอดสว่างได้ถึง 10,000 ครั้ง โดยอาศัยพลังงานจากกระแสไฟฟ้า AC หรือแบตเตอรี่ซึ่งมีทั้งชนิดแบตเตอรี่น้ำและแบตเตอรี่แห้ง สำหรับแบตเตอรี่แห้งที่ใช้กันทั่วไป มีขนาดเล็กทำด้วย Alkaline ถ่ายภาพได้กว่า 100 ภาพต่อแบตเตอรี่ 1 ชุด และถ้าเป็นแบบ Nickel cadmium เมื่อใช้ไปหมดสามารถนำมาประจุไฟใหม่ด้วยกระแสไฟ AC การประจุไฟแต่ละครั้งสามารถนำไปถ่ายได้เกินกว่า 50 ภาพ
การใช้แฟลชอิเล็กทรอนิกส์แฟลช
อิเล็กทรอนิคส์แฟลชทุกตัวจะมีตัวเลขนำ (Guide number) หรือ GN ตัวเลขนำ คือตัวเลขที่บอกให้ทราบถึงความสามารถของแฟลชที่จะให้กำลังส่องสว่างได้มากน้อยเพียงใด จากตัวเลขนำนี้ เราสามารถคำนวณหาขนาดช่องรับแสงที่ถูกต้องโดยให้สัมพันธ์กับระยะทางแฟลชถึงวัตถุที่จะถ่าย ดังนี้
ขนาดของรูรับแสง = ตัวเลขนำ
ระยะทางจากแฟลชถึงวัตถุ
ถ้าแฟลชไม่บอกตัวเลขนำ อาจหาได้โดยใช้ฟิล์มที่ความไวแสงฟิล์ม 100ISO ทดลองถ่ายภาพในระยะใดระยะหนึ่ง สมมติว่า 10 ฟุต แล้วถ่ายภาพโดยใช้แฟลชเปิดช่องรับแสงขนาดต่างๆ เช่น 2.8 4 5.6 11 16หลังจากนำฟิล์มผ่าน
กระบวนการล้าง อัด ขยายแล้ว ให้ดูว่าภาพที่ดีที่สุดเป็นภาพที่เปิดช่องรับแสงขนาดเท่าใดสมมติว่าเป็น 8 ก็คำนวณ
หาตัวเลขนำของแฟลชได้ดังนี้
ตัวเลขนำของแฟลชคือ 80 ถ้าใช้ฟิล์มที่มีความไวแสงฟิล์ม 100 ISO นำไปถ่ายภพครั้งต่อไปก็สามารถคำนวณการปรับช่องรับแสงได้ เช่น การถ่ายภาพที่แฟลชห่างจากวัตถุที่จะถ่าย 15 ฟุต จากสูตร
ตัวเลขนำ = ขนาดรูรับแสง X ระยะทางจากแฟลชถึงวัตถุ ก็คือ 8 x 10 = 80
ตัวเลขนำของแฟลชคือ 80 ถ้าใช้ฟิล์มที่มีความไวแสงฟิล์ม 100 ISO นำไปถ่ายภาพครั้งต่อไปก็สามารถคำนวณการปรับช่องรับแสงได้ เช่น การถ่ายภาพที่แฟลชห่างจากวัตถุที่จะถ่าย 15 ฟุต จากสูตร ช่องรับแสง = ตัวเลขนำ หาร ระยะทางจากแฟลชถึงวัตถุ = 80 หาร 15 = 5.33
จะได้ขนาดช่องรับแสงประมาณ F 5.6
แฟลชอิเล็กทรอนิคส์ ส่วนมากจะมีแผ่นคำนวณการตั้งขนาดช่องรับแสงกับระยะวัตถุ ซึ่งสัมพันธ์กับความไวแสงฟิล์มที่ใช้ ในการใช้แผ่นคำนวณให้ทำดังนี้
1.ตั้งค่าความไวแสงฟิล์มบนตารางให้ถูกต้องโดยหมุนแผ่นวงกลมที่มีตัวเลขบอกค่าความไวแสงฟิล์มที่ใช้ให้ตรงกับเครื่องหมาย เช่น 100 ISO หรือ 21 DIN
2. ดูว่าวัตถุที่จะถ่ายห่างจากแฟลชเท่าใดสมมุติว่า 20 ฟุต หรือประมาณ 6 เมตร ก็ให้ดูที่ตัวเลขที่บอกระยะที่ 20 ฟุต หรือ 6 เมตร ตรงกับขนาดช่องรับแสงเท่าใด จากแผ่นคำนวณจะพบว่าตรงกับขนาดช่องรับแสง หรือ F stop 5.6
3. ใช้ตัวเลข 5.6 ไปปรับขนาดช่องรับแสงที่เลนส์ เมื่อจะถ่ายภาพโดยใช้แฟลชที่วัตถุอยู่ห่างจากแฟลช 20 ฟุต หรือประมาณ 6 เมตร ในปัจจุบันมีแฟลชแบบอัตในมัติ ผู้ถ่ายภาพเพียงแต่ตั้งระยะที่จะถ่ายภาพ ปรับระยะชัดแฟลชจะให้แสงสว่างแก่วัตถุได้พอดี
แผ่นกรองแสง (Filter)
แผ่นกรองแสงมีลักษณะเป็นแก้วสีขาวโปร่งใสหรือสีอื่นๆ ผลิตจากพลาสติคอย่างดี (Vinly chloride)
หรือผลึกกระจก ประกอบกันบนแฟ่นพลาสติค (ABS – Resin fame) สวมไว้ที่หน้าเลนส์ ทำหน้ที่
เป็นฉากกั้นแสงสีบางสี และเพิ่มแสงสีบางสีให้ตกไปที่ฟิล์ม ทำให้ภาพถ่ายมีสีสันถูกต้องตามความเป็น
จริง หรือผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง นอกจากนั้นแฟ่นกรองแสงยังช่วยเปลี่ยนความเข้มของสีของ
วัตถุให้มองเห็นแตกต่างกัน และยังสามารถใช้แผ่นกรองแสงเพื่อตัดหมอก แดด ตลอดจนช่วยสร้าง
สรรค์ภาพให้มีลักษณะพิเศษตามความต้องการ แผ่นกรองแสงที่มีจำหน่ายในปัจจุบันมีหลายยี่ห้อ
เช่น โกแกง (Cokin), โฮย่า (Hoya), เคนโก้ (Kenko), โตโก (Toko), วิวิต้า (Vivita),
อิซูม่า (Izumar) และ บีดับบลิว (B-W) เป็นต้น และโดยทั่วไปมักจะมีอยู่ 2 ลักษณะ คือ
1. แผ่นกรองแสงที่มีลักษณะ ทำด้วยแก้วโปร่งใสอยู่ในกรอบโลหะ มีเกลียวหมุนเข้ากับเกลียวหน้าเลนส์
มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางต่างๆ กันตามขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของเลนส์ เช่น 49 มม., 52 มม., 55 มม.,
58 มม., 62 มม., 67 มม., 72 มม. เป็นต้น แต่ถ้าแผ่นกรองแสงมีขนาดไม่เท่ากัลป์ขนาดของเลนส์ก็
อาจใช้ Step-up ring ซึ่งมีอยู่หลายขนาดสวมเข้าที่หน้าเลนส์ก่อนเพื่อเพิ่มเส้นผ่าศูนย์กลางของเลนส์
ให้พอดีกับขนาดของแผ่นกรองแสง
2. แผ่นกรองแสงที่มีลักษณะเป็นแผ่นสี่เหลี่ยม ทำด้วยแผ่นแก้วและแผ่นเยลาติน มักมีราคาถูกกว่า แต่เวลาใช้ค่อนข้างลำบาก บอบบางเสียหายง่าย การใช้จะมีวงแหวน (Adapter ring) สวมเข้าที่หน้าเลนส์ แล้วนำกรอบสำหรับยึดแผ่นกรองแสง (Filter Holder) สวมต่อ จากนั้นก็นำแผ่นกรองแสงบรรจุลงในกรอบ
แผ่นกรองแสงนำมาใช้ได้ทั้งการถ่ายภาพขาวดำ ภาพสี และสไลด์ ซึ่งจะมีคุณสมบัติในการใช้ที่แตกต่างกัน บางชนิดก็สามารถใช้ด้วยกันได้ ที่ใช้สำหรับการถ่ายภาพขาวดำ ก็เช่น เหลือง ส้ม แดง เขียว ฟ้า และน้ำเงิน เป็นต้น เมื่อนำแผ่นกรองแสงสวมที่หน้าเลนส์ แผ่นกรองแสงจะดูดกลืนแสงสีตรงข้ามไว้และจะปล่อยให้แสงสีเดียวกันกับสีของแผ่นกรองแสงนั้นผ่านเข้าไปบันทึกลงในฟิล์ม ทำให้ค่าของสีนั้นในภาพสว่างขาวขึ้น และสีที่ตรงข้ามจะเข้มมืดลง
แผ่นกรองแสง สำหรับถ่ายภาพสีนั้น มีลักษณะแตกต่างกันออกไป แต่มีคุณสมบัติในการทำงานเหมือนๆ กันคือ สามารถแก้ไขค่าของสีให้ถูกต้องสดใสขึ้น หรือช่วยเพิ่มสีให้ภาพมีสีที่ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง
คุณสมบัติของแผ่นกรองแสง
แสงสว่างตามธรรมชาติที่เรามองเห็นเป็นสีขาวโปร่งใสนี้ความจริงเป็นแสงที่เกิดจากการรวมตัวของแม่สีแสงต่างๆ 3 สี ด้วยกันคือ แสงสีแดง แสงสีเขียว และแสงสีน้ำเงิน เรียกว่าสีขั้นต้น (Primary color) เมื่อแสงสว่างหรือแสงสีขาวส่องกระทบกับวัตถุต่างๆ วัตถุแต่ละอย่างจะมีคุณสมบัติดูดกลืนและสะท้อนแสงสีไม่เหมือนกันทำให้เรามองเห็นว่าวัตถุมีสีที่แตกต่างกัน เช่น ตาเรามองเห็นดอกกุหลาบสีแดง ก็เพราะว่าดอกกุหลาบนั้นจะดูดกลืนแสงสีเขียวและแสงสีน้ำเงินไว้แล้วปล่อยให้แสงสีแดงสะท้อนเข้าสู่ตาเรา เราจึงมองเห็นดอกกุหลาบเป็นสีแดง เป็นต้น
การทำงานของแผ่นกรองแสงสีต่างๆ ก็เช่นเดียวกัน ถ้าเราสวมแผ่นกรองแสงสีใดถ่ายภาพแผ่นกรองแสงก็จะดูดกลืน (Absorb) สีอื่นไว้ ปล่อยให้สีที่เหมือนกับแผ่นกรองแสงส่องผ่าน (Transmit) เข้าไปบันทึกลงในฟิล์ม นักวิทยาศาสตร์เรียกทฤษฎีนี้ว่าทฤษฎีการเลือกดูกลืนและเลือกส่องผ่านสี ด้วยคุณสมบัติดังกล่าวทำให้เราสามารถถ่ายภาพให้สีบางสีสว่าง หรือเข้มได้ตามต้องการ วอย่างเช่น ถ้าสวมแผ่นกรองแสงสีแดงไว้ที่หน้าเลนส์ ภาพสีที่ถ่ายนั้นจะมีส่วนรวมเป็นสีแดง เพราะแผ่นกรองแสงจะดูดกลืนสีเขียวและสีน้ำเงินไว้ ปล่อยให้แสงสีแดงผ่านเข้าไปบันทึกลงในฟิล์มเพียงสีเดียว และเมื่อใช้แผ่นกรองแสงสีแดงในการถ่ายภาพขาวดำ แสงสีผ่านเข้าไปสู่ดอกไม้และสิ่งอื่นที่มีสีแดง จะมีปริมาณแสงเข้าไปบันทึกในฟิล์มมากกว่าสีอื่นเพราะแว่นกรองแสงสีแดงจะดูดกลืนแสงสีอื่นๆ คือสีเขียวและสีน้ำเงินไว้ จึงทำให้ฟิล์มเนกาทิฟ ในส่วนที่เป็นสีแดงหนาเข้มกว่าส่วนที่เป็นสีอื่นเมื่อนำฟิล์มมาอัดขยายในกระดาษ ส่วนที่เป็นสีแดงในภาพจึงมีความขาวสว่างกว่าส่วนที่เป็นสีอื่นเป็นต้น
ตัวคูณแสงของแผ่นกรองแสง (Filter factor)
การสวมแผ่นกรองแสงที่หน้าเลนส์ จะทำให้แสงที่ผ่านเข้าเลนส์น้อยลง ฉะนั้นการถ่ายภาพจึงต้องชดเชยให้แสงเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำได้สองกรณี คือ การเปิดช่องรับแสงให้กว้างขึ้นหรือไม่ก็ตั้งความเร็วชัตเตอร์ให้ต่ำลงการเพิ่มเวลาการปรับความเร็วชัตเตอร์ให้รับแสงได้นานขึ้นหรือการปรับช่อง
รับแสงให้กว้างขึ้นนั้นจำเป็นต้องอาศัยตัวคูณแสงของแผ่นกรองแสง ซึ่งผู้ผลิตจะกำหนดมาให้ว่าแผ่นกรองแสงสีหนึ่งๆ นั้นมีตัวคูณแสงเป็นเท่าใด
ตามปกติตัวคูณแสง 2 หน่วย มีค่าต่อการปรับขนาดช่องรับแสงประมาณ 1 f-stop ตัวอย่างเช่น แผ่นกรองแสงสีเขียวแกมเหลืองมีตัวคูณแสงเท่ากับ
4 เมื่อนำมาสวมหน้าเลนส์ถ่ายภาพ จะต้องปรับขนาดช่องรับแสงหรือปรับความเร็วชัตเตอร์เท่าใด สมมุติว่าการถ่ายภาพโดยที่ยังไม่ได้สวมแผ่นกรองแสง
ปริมาณแสงที่พอดีคือ เปิดช่องรับแสง 11 ความเร็วชัตเตอร์ 1/125 วินาที ถ้าสวมแผ่นกรองแสงสีเขียวแกมเหลืองจะต้องเพิ่มเวลาในการใช้แสงโดยการ
เปิดช่องรับแสงให้กว้างขึ้นอีก 2 f-topคือเปิดช่องรับแสงที่5.6ใช้ความเร็วชัตเตอร์เท่าเดิม คือ 1/125 วินาที หรือถ้าเราเปิดช่องรับแสงเท่าเดิมคือ 11
ก็ต้องปรับความเร็วชัตเตอร์ให้ช้าลงอีก 2 ช่อง คือ 1/30 วินาทีจึงจะได้ปริมาณแสงที่พอดีสำหรับกล้องถ่ายภาพที่มีเครื่องวัดแสงผ่านเลนส์ในตัวก็ให้ใช้
เครื่องวัดแสงได้เลยโดยไม่ต้องคำนึงถึงตัวคูณแสงของแผ่นกรองแสงเพราะเครื่องวัดแสงจะวัดแสงที่ผ่านแผ่นกรองแสงนั้นมาแล้ว แต่ต้องตั้งค่าความไว
แสงฟิล์มที่ใช้ให้ถูกต้องด้วย
แผ่นกรองแสงสำหรับถ่ายภาพขาวดำ
ในการถ่ายภาพขาวดำ บางครั้งภาพถ่ายจะปรากฏออกมาไม่เหมือนกับธรรมชาติ หรือเหมือนกับที่ตาเรามองเห็นท้องฟ้ากับก้อนเมฆขาวดูลักษณะตัดกัน แต่ภาพถ่ายจะออกมามีลักษณะกลมกลืน ข้อบกพร่องดังกล่าวสามารถแก้ไขได้โดยใช้แผ่นกรองแสง เข้ามาช่วยเพิ่มหรือลดค่าแสงสีบางสี ทำให้ได้น้ำหนักของสีขาวและดำตัดกัน สวยงามขึ้น เพราะภาพขาวดำนั้นจะถ่ายทอดค่าของสีออกมาเป็นน้ำหนักอ่อน-แก่ของสีขาว,เทาและดำ แทนค่าของสีต่างๆ ตามธรรมชาติ
แผ่นกรองแสงสำหรับถ่ายภาพขาว-ดำ แยกลักษณะการทำงานออกได้เป็น 2 ประเภท ใหญ่ๆ คือ
1. แผ่นกรองแสงสำหรับแก้ไขข้อบกพร่อง แผ่นกรองแสงชนิดนี้ ใช้สำหรับแก้ไขข้อบกพร่องทำให้น้ำหนักสีขาว, เทา และดำ ของภาพถ่ายปรากฏเหมือนกับที่ตาเรามองเห็นจริงๆ ในธรรมชาติ เช่น แผ่นกรองแสงสีเหลืองอ่อน สีเขียวแกมเหลือง จะช่วยปรับปรุงน้ำหนักสีทำให้สีของท้องฟ้ากับก้อนเมฆตัดกัน โดยที่แผ่นกรองแสงสีเหลืองจะดูดกลืนหรือกันแสงสีน้ำเงินของท้องฟ้าไม่ให้ผ่านเข้าไปยังฟิล์ม ส่วนแสงจากก้อนเมฆจะผ่านแผ่นกรองแสงสีเหลืองได้มากกว่า ฉะนั้นส่วนที่เป็นก้อนเมฆในเนกาทีฟจะดำเข้ม ส่วนที่เป็นท้องฟ้าจะจางเมื่ออัดขยายภาพเป็นพอซิทิฟแล้ว ส่วนที่เป็นท้องฟ้าจะดำเข้ม ก้อนเมฆจะขาว แต่ถ้าต้องการให้ท้องฟ้าดำมากขึ้น ก็อาจใช้แผ่นกรองแสงสีส้ม หรือสีแดง
2. แผ่นกรองแสงเพิ่มความตัดกันของสี ได้แก่แผ่นกรองแสงที่ช่วยทำให้ภาพที่มีสีสองสีใกล้เคียงกัน มีความแตกต่างกัน หรือตัดกันเช่นสีเขียวกับสีส้มหรือสีแดง ถ้ามองดูด้วยตาก็จะเห็นว่าสีทั้ง 2 มีความแตกต่างกันเห็นได้ชัด แต่ปริมาณแสงที่สะท้องจากสีเขียว และสีส้มที่เข้าไปทำปฏิกิริยากับฟิล์มจะมีปริมาณพอๆ กันจึงทำให้ภาพถ่ายมีความเข้มของสีทั้งสองไม่ค่อยแตกต่างกัน ดังนั้นเมื่อจะถ่ายภาพต้นไม้ ใบไม้สีเขียว ที่มีดอกสีส้มและสีแดง ด้วยฟิล์มขาวดำ จึงควรใช้แผ่นกรองแสงเพื่อเพิ่มความตัดกันของสีโดยถือหลักว่าถ้าจะให้สีใดในภาพถ่ายมีสีจางลงก็ให้ใช้แฟ่นกรองแสงที่มีสีเดียวกันกับสีนั้น หรือถ้าต้องการให้สีใดมืดคล้ำลง ก็ให้ใช้แผ่นกรองแสงที่เป็นสีคู่ปฏิปักษ์กับสีนั้น นั่นคือถ้าต้องการให้ดอกไม้สีแดงจางลงและให้ใบไม้เข้มขั้น ก็ต้องใช้แผ่นกรองแสงสีเขียว แผ่นกรองแสงเพื่อเพิ่มความตัดกันของสีที่ใช้ในกรถ่ายภาพขาว-ดำ เช่น แผ่นกรองแสงสีน้ำเงิน สีเขียว สีแดง สีส้ม และสีเหลือง เป็นต้น
นอกจากการใช้แผ่นกรองแสงเพื่อจุดมุ่งหมายดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีแผ่นกรองแสงอีกหลายชนิดที่นำมาใช้เพื่อจุดมุ่มหมายอื่น ใช้ได้ทั้งในการถ่ายภาพสี และขาว-ดำ เช่น
1. แผ่นกรองแสงสกายไลท์ แผ่นกรองแสงสกายไลท์มีสีชมพูอ่อน ใช้สวมติดหน้าเลนส์ เพื่อป้องกันการเปรอะเปื้อน และการถูกขีดข่วนที่ผิดหน้าเลนส์ นอกจากนั้นยังคุณสมบัติในการตัดหมอกแดดและลดแสงสีน้ำเงินในอากาศ ซึ่งเกิดจากคลื่นแสงไวโอเลตช่วยเพิ่มให้ภาพมีสีสดใสตามธรรมชาติมากยิ่งขึ้นเหมาะสำหรับการถ่ายภาพทิวทัศน์ ภาพชายทะเลเมื่อนำไปใช้ไม่ต้องเพิ่มเวลาในการให้แสง
2. แผ่นกรองแสงยูวี เป็นแผ่นกรองแสงที่มีคุณสมบัติเหมือนกับแผ่นกรองแสงสกายไลท์ คือใช้สำหรับตัดรังสีอัลตร้าไวโอเลต ซึ่งจะทำให้สีของภาพออกไปทางสีฟ้า ใช้สวมติดหน้าเลนส์ ไม่ต้องเพิ่มเวลาในการให้แสง
3. แผ่นกรองแสงโพลาไรซ์ แผ่นกรองแสงโพลาไรซ์ ใช้นาการถ่ายภาพทั้งฟิล์มสี และขาว-ดำ มีคุณสมบัตินากรตัดแสงแบะเงาสะท้อนที่เกิดขึ้นกับวัสดุที่มีผิดหน้าเรียบมัน เช่น พลาสติค กระจก และผิวน้ำเป็นต้น แต่ไม่ใช่แสงและเงาสะท้อนที่เกิดขึ้นกับผิดของโลหะ ลักษณะของแผ่นกรองแสงชนิดนี้เป็นกระจกสีเทา 2 แผ่นซ้อนกัน เวลาใช้ให้หมุนปรับทำมุมฉาก ระหว่างกัน เพื่อให้แผ่นกรองแสงดูดกลืนแสงสะท้อนไว้ ส่วนแสงสีอื่นๆ จะสามารถผ่านเข้าไปในเลนส์ได้ตามปกติ นอกจากนั้นเมื่อใช้แผ่นกรองแสงโพลาไรซ์ถ่ายภาพทิวทัศน์ จะทำให้ภาพมีสีของท้องฟ้าเข้มสดใส เมฆขาวลอยเด่นตัดกันสวยมาก แต่ทั้งนี้ต้องให้ตำแหน่งของกล้อง ดวงอาทิตย์ และบริเวณท้องฟ้าทำมุมให้ได้ฉาก (90 องศา) กันด้วย ถ้ากล้องถ่ายภาพไม่มีเครื่องวัดแสงผ่านเลนส์ ต้องเปิดช่องรับแสงให้กว้างขึ้นกว่าปกติตั้งแต่ ? สตอป ถึง 1 1/3 สตอป
4. แผ่นกรองแสงลดแสง แผ่นกรองแสงลดแสงใช้ได้ทั้งฟิล์มสีและขาว-ดำ มีคุณสมบัติในการลดแสงสว่างที่จะผ่านเลนส์เข้าไปทำปฏิกิริยากับฟิล์มมากเกินไป โดยไม่ทำให้น้ำหนักสีและสีผิดธรรมชาติไป ลักษณะของแผ่นกรองแสงลดแสงจะมีสีเทาตั้งแต่สีเทาอ่อนจนถึงสีเทาเข้ม เหมาะสำหรับการถ่ายภาพในที่ๆ มีแสงสว่างจ้ามาก แต้ต้องการเปิดช่องรับแสงให้กว้างๆ เพื่อให้ภาพมีช่องความชัดน้อยหรือต้องการเปิดความเร็วชัตเตอร์ให้ช้ามากๆ เช่นการถ่ายภาพน้ำตก หรือถ่ายภาพการเคลื่อนไหว โดยการส่ายกล้องตาม
5. แผ่นกรองแสงสำหรับเปลี่ยนแปลงสี เป็นแผ่นกรองแสงที่นำมาใช้เพื่อแก้สีให้ถูกต้อง หรือใกล้เคียงกับความเป็นจริงตามธรรมชาติมากยิ่งขึ้น เช่น การถ่ายภาพสีในเวลาเช้าหรือเย็น ซึ่งแสงแดดในระยะเวลาดังกล่าว จะมีค่าอุณหภูมิสีต่ำ ทำให้ภาพสีที่ได้มีสีค่อนข้างส้มหรือเหลืองดังนั้นจึงต้องใช้แผ่นกรองแสงสีฟ้าอ่อนเบอร์ C4, 82A, 82B และ 82C จะทำให้ภาพสีมีสีเป็นธรรมชาติมากขึ้น
ฟิล์มชนิด Day light ถ้านำไปถ่ายภาพในห้องที่มีแสงไฟจากหลอดทังสเตน ภาพจะออกมาค่อนข้างเหลืองหรือส้ม ควรใช้แผ่นกรองแสงสีน้ำเงิน เบอร์ 80A, 80B และ 80C จะช่วยทำให้ภาพมีสีใกล้เคียงธรรมชาติมากขึ้น
ฟิล์มชนิดที่ใช้กับหลอดไฟทังสเตน ถ้านำไปถ่ายภาพนอกห้องที่มีแสงจากดวงอาทิตย์ จะทำให้สีของภาพเป็นสีฟ้าหรือน้ำเงิน แก้ไขสีโดยใช้แผ่นกรองแสงสีเหลืองเบอร์ 80A, 85B และ 85C ลดสีน้ำเงินในภาพออกไป จะได้ภาพมีสีเป็นธรรมชาติมากขึ้น
การถ่ายภาพ โดยใช้ฟิล์ม Day light ในสภาพแสงจากหลอดไฟฟลูโอเรสเซนต์ สีของภาพจะออกสีเขียวอ่อน แก้ไขโดยใช้แผ่นกรองแสง FL จะช่วยลดสีเขียวอ่อน ทำให้ภาพมีสีใกล้เคียงความเป็นจริงมากขึ้น
6. แผ่นกรองแสงเพื่อเพิ่มผลพิเศษให้ภาพ ได้แก่แผ่นกรองแสงที่ใช้เพื่อสร้างสรรค์ภาพให้มีผลพิเศษแตกต่างกันออกไป ทำให้ภาพมีบรรยากาศเหมาะสมบิดเบือนไปจากความเป็นจริงหรือต้องการปรุงแต่งให้ภาพมีสีสวย แปลกตาไปจากธรรมชาติ มีอยู่หลายชนิด